กฎหมายสิทธิมนุษยชนน่ารู้
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568
ชื่อกฎหมาย

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568

พระราชบัญญัติ

วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
7 พฤศจิกายน 2568
วันที่มีผลบังคับใช้
ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย
 กระทรวงแรงงาน นายจ้าง ลูกจ้าง และลูกจ้างหรือแรงงานที่ทำงานกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานของรัฐ
สาระสำคัญ

      ให้ความคุ้มครองแก่แรงงานที่ทำงานกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานของรัฐ ให้ได้รับค่าตอบแทนการทำงาน มีวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี วันลาป่วย วันลาคลอด วันและเวลาทำงาน เวลาพัก ไม่น้อยกว่ากฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และบรรดาคดีที่เกิดจากข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานผู้ว่าจ้างกับบุคคลผู้รับจ้างงานดังกล่าว ให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลแรงงาน แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันลาคลอดบุตรไม่เกิน ๑๒๐ วัน โดยได้รับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน ๖๐ วัน และมีสิทธิลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตรที่เจ็บป่วยได้อีกไม่เกิน ๑๕ วัน โดยได้รับค่าจ้างในอัตราร้อยละ ๕๐ ของค่าจ้างสำหรับวันที่ลา กำหนดเพิ่มเติมให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสซึ่งคลอดบุตรครรภ์หนึ่งได้ไม่เกิน ๑๕ วัน โดยได้รับค่าจ้าง และแก้ไขเพิ่มเติมให้อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานสามารถประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การยื่นแบบแสดงสภาพการจ้างและสภาพการทำงานของนายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่ ๑๐ คนขึ้นไป เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานตรวจแรงงาน

ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง

          1) สิทธิแรงงานและความเสมอภาค กฎหมายขยายความคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงาน เช่น วันหยุด วันลาป่วย ลาคลอด เวลาทำงาน และเวลาพัก ให้ครอบคลุมถึงผู้ที่ทำงานในลักษณะ “จ้างเหมาบริการ” ให้กับหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ข้อพิพาทของกลุ่มลูกจ้างนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลแรงงาน ซึ่งเป็นการรับรองสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม

          2) สิทธิมารดาและสิทธิเด็ก กฎหมายเพิ่มหลักประกันให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ โดยให้สิทธิลาคลอดบุตรได้ไม่เกิน 120 วัน หรือตามกำหนดในพระราชกฤษฎีกา และนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้าง 60 วัน พร้อมทั้งคุ้มครองสิทธิเด็กที่เกิดมามีความผิดปกติ พิการ หรือเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อน โดยให้มารดาสามารถลาต่อเนื่องเพื่อดูแลบุตรได้อีกไม่เกิน 15 วัน โดยรับค่าจ้างร้อยละ 50

          3) ความเสมอภาคทางเพศและสิทธิในครอบครัว กฎหมายรับรองสิทธิให้คู่สมรสสามารถลาเพื่อช่วยเหลือดูแลบุตรแรกคลอดได้สูงสุด 15 วัน โดยนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้เต็มจำนวน ถือเป็นการส่งเสริมบทบาทที่เท่าเทียมกันในการดูแลบุตรและครอบครัว

เลื่อนขึ้นด้านบน