พระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568
พระราชบัญญัติ1) กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม และกำหนดให้หน่วยงานของรัฐนำอัตราค่าโดยสารร่วมดังกล่าวไปใช้เป็นหลักในการจัดทำสัญญาสัมปทานกิจการขนส่งสาธารณะในอนาคต
2) กำหนดหลักการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บัตรโดยสารหรือระบบชำระเงินรูปแบบเดียวในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะหลายประเภท เช่น รถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง รถไฟ และเรือ โดยมุ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ลดความซ้ำซ้อนในการใช้บัตรโดยสาร และสนับสนุนการกำหนดโครงสร้างค่าโดยสารที่เหมาะสม
3) จัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม” เพื่อกำหนดนโยบาย มาตรฐานด้านเทคโนโลยี และหลักเกณฑ์การคำนวณอัตราค่าโดยสารร่วม
4) กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง การให้บริการออกบัตรชำระค่าโดยสาร และการให้บริการระบบตั๋วร่วมในระบบขนส่งสาธารณะ ต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม
5) จัดตั้ง “กองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม” เพื่อสนับสนุนในการดำเนินงาน การพัฒนา และการส่งเสริมเกี่ยวกับการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม รวมทั้งให้กู้ยืมแก่ภาคเอกชนที่ประกอบกิจการตั๋วร่วม
6) กำหนดให้ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะขอรับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติฉบับนี้
7) ในกรณีมีความจำเป็นให้ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการประกอบกิจการขนส่งสาธารณะใดเป็นกิจการที่ต้องใช้ระบบตั๋วร่วม และต้องได้ใบรับอนุญาตตามกฎหมายฉบับนี้ เพื่อรักษาการให้บริการระบบตั๋วร่วม หรือเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดในการส่งเสริมระบบตั๋วร่วมเพื่อป้องกันการเสียหายต่อสาธารณะ
8) กำหนดมาตรการบังคับใช้กฎหมาย โดยกำหนดโทษปรับเป็นพินัยสำหรับผู้รับใบอนุญาตที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และกำหนดโทษทางอาญาสำหรับผู้ประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง:
1) สิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณะ โดยส่งเสริมให้ประชาชนสามารถใช้ระบบขนส่งสาธารณะได้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการใช้ระบบตั๋วร่วมและการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม
2) หลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ โดยสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ และเปิดโอกาสให้รัฐสามารถกำหนดมาตรการช่วยเหลือหรืออุดหนุนค่าโดยสารแก่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม
3) สิทธิในการดำรงชีวิตและการพัฒนาคุณภาพชีวิต เนื่องจากการมีระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา การประกอบอาชีพ การรักษาพยาบาล และบริการสาธารณะอื่น ๆ อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน