พระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569
พระราชบัญญัติสาระสำคัญ:
แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม พ.ศ. 2551 เพื่อให้การกำหนดราคาน้ำนมโคและผลิตภัณฑ์นมมีความเป็นธรรมแก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค รวมทั้งปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยในทางปฏิบัติยังคงมีปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการกำหนดราคา เพราะการปรับราคาน้ำนมโค เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโคนมนั้น กระทบกับผู้เกี่ยวข้องในระบบอุตสาหกรรมทั้งระบบ การที่คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม มีแต่เพียงอำนาจในการกำหนดราคาซื้อน้ำนมโคและผลิตภัณฑ์นม แต่ไม่มีอำนาจกำหนดราคาจำหน่ายน้ำนมโคและผลิตภัณฑ์นม ทำให้การปรับราคาน้ำนมโคเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโคนมไม่สามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที ดังนั้น จึงเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องในระบบอุตสาหกรรมนมทั้งระบบ รวมถึงปรับปรุงบทนิยามคำศัพท์สำคัญให้ครอบคลุม ชัดเจนยิ่งขึ้น
ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง:
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๗๓ บัญญัติให้รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้ความคุ้มครองแก่เกษตรกรจากการถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้มีอำนาจต่อรองสูงกว่าอย่างเป็นธรรม
- กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ ๒๒ รับรองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในการรวมตัวกันเพื่อคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของตน และข้อ ๒๕ รับรองสิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจในการบริหารจัดการของภาครัฐ
- กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ข้อ ๖ รับรองสิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีโอกาสหาเลี้ยงชีพจากงานที่ตนเลือกหรือยอมรับโดยเสรี
- ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของเกษตรกรและบุคคลอื่นที่ทำงานในเขตชนบท (UNDROP)
ได้กำหนดแนวทางคุ้มครองเกษตรกรในหลายมิติ โดยข้อ ๑๐ กำหนดให้รัฐส่งเสริมการเข้าถึงตลาด การค้าที่เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทั้งการจัดทำและดำเนินนโยบาย ข้อ ๑๑ กำหนดให้รัฐดำเนินมาตรการเพื่อประกันให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องได้อย่างทั่วถึง และข้อ ๑๖ มุ่งเน้นการคุ้มครองเกษตรกรจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยรัฐต้องสนับสนุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ตลาดท้องถิ่นและระบบอาหารในชุมชนอย่างเหมาะสม