กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 20/2569 กสม. เผยผลการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามข้อเสนอแนะของ กสม. ระบุหลายกรณีหน่วยงานขานรับแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว - ชี้โครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำคลองท่าแนะ จ.พัทลุง ขาดการมีส่วนร่วม เสี่ยงละเมิดสิทธิฯ แนะกรมชลฯ จัดเวทีรับฟังความเห็นให้ครอบคลุมทุกครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ - ขอบคุณรัฐบาลตอบรับข้อเสนอแนะแก้ไขปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาจากการค้างจ่ายเงิน

05/06/2569 2

            วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ นายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 20/2569 โดยมีวาระสำคัญ 3 เรื่อง ดังนี้

1. กสม. เผยผลการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามข้อเสนอแนะของ กสม.
ยกตัวอย่างกรณีที่ดินสนามยิงปืนทุ่งฟ้าผ่า การปรับเป็นพินัยโทษค้าประเวณี และการดูแลผู้ต้องขังเจ็บป่วย ได้รับการแก้ไขปัญหาแล้ว

            นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมาตรการหรือข้อเสนอแนะของ กสม. มาอย่างต่อเนื่อง โดย กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 มีมติเห็นชอบให้ยุติการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมาตรการหรือข้อเสนอแนะของ กสม. ชุดที่ 3 และชุดที่ 4 (ชุดปัจจุบัน) จำนวน 15 เรื่อง เนื่องจากหน่วยงานได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม. ทั้งหมดหรือบางส่วนที่เป็นสาระสำคัญแล้ว ซึ่งเป็นไปตามระเบียบ กสม. ว่าด้วยการติดตามผลการดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

            ตัวอย่างเรื่องสำคัญที่ กสม. มีมติให้ยุติการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงาน มีดังนี้

            (1) รายงานผลการตรวจสอบเรื่องสิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน กรณีร้องเรียนว่า ได้รับความเดือดร้อนจากการที่กรมธนารักษ์กำหนดให้ที่ดินเป็นที่ราชพัสดุ ซึ่งเป็นกรณีที่ประชาชนในพื้นที่ตำบลท่าช้าง และตำบลวัดใหม่ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ได้รับความเดือดร้อนจากการที่กรมธนารักษ์ และ ธนารักษ์พื้นที่จันทบุรี คัดค้านการออกโฉนดที่ดินแปลงสนามยิงปืนทุ่งฟ้าผ่า และประกาศให้ที่ดินแปลงดังกล่าวเนื้อที่กว่า 4,000 ไร่ เป็นที่ราชพัสดุ ทั้งที่ประชาชนได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมาแล้วหลายชั่วอายุคน ทำให้ประชาชนกว่า 1,200 คน ได้รับความเดือดร้อน และถูกเร่งรัดให้เข้าสู่กระบวนการเช่าที่ดินราชพัสดุ ซึ่งมีการร้องเรียนมายัง กสม. ตั้งแต่ต้นปี 2564 ปัจจุบัน กรมธนารักษ์และธนารักษ์พื้นที่จันทบุรีได้จัดทำแผนที่ทางกายภาพในที่ดินแปลงสนามยิงปืนทุ่งฟ้าผ่าและรังวัดรอบแปลงที่ดินที่มีราษฎรครอบครองทำประโยชน์เป็นรายแปลงทุกแปลง สอบสวนการได้มาของที่ดิน จัดกลุ่มประชาชนตามสภาพปัญหา และชะลอการทำสัญญาเช่าที่ราชพัสดุไว้ก่อนเพื่อแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินเป็นรายแปลง พร้อมจัดประชุมและชี้แจงประชาสัมพันธ์กับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับเหตุผลในการจัดทำแผนที่ทางกายภาพจนเป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่าย ตามข้อเสนอแนะของ กสม. แล้ว

            (2) รายงานผลการตรวจสอบเรื่องการเลือกปฏิบัติและสิทธิในกระบวนการยุติธรรม กรณีมีเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนตุลาคม 2566 ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยาจับกุมพนักงานบริการโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เลือกจับกุมเฉพาะกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ จับกุมในขณะที่ยังไม่ได้ทำความผิด หรือไม่ให้ใบเสร็จรับเงินค่าปรับ จึงขอให้ตรวจสอบและขอให้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจภายหลังพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ใช้บังคับ ซึ่งมีผลให้ความผิดฐานค้าประเวณีเป็นเพียงโทษปรับทางพินัยไม่ใช่โทษทางอาญา รวมทั้งผลักดันให้มีการยกเลิกความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539

            จากการศึกษาและตรวจสอบข้อเท็จจริงของ กสม. จากกรณีร้องเรียนในครั้งนั้นเห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 บังคับใช้ ได้กำหนดให้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 อยู่ในบัญชี 1 ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว ทำให้ความผิดตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 เป็นความผิดทางพินัย ไม่ถือเป็นความผิดอาญาและความผิดทางปกครอง โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจปรับเป็นพินัย คือ เจ้าหน้าที่ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่มีอำนาจนำตัวผู้กระทำความผิดไปบันทึกถ้อยคำที่สถานีตำรวจโดยไม่ได้รับความยินยอมจากบุคคลนั้น แต่ยังมีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงและแจ้งไปยัง สค. ซึ่ง สค. จะแจ้งคำสั่งปรับเป็นพินัยตามความผิดฐานค้าประเวณีไปยังภูมิลำเนาหรือที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของผู้กระทำผิด ทั้งนี้ ปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้ประชุมหารือกับ สค. และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติเมื่อพบผู้กระทำความผิดเป็นพินัยตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ โดยมีหนังสือแจ้ง ตร. เพื่อวางมาตรฐานการวินิจฉัยความผิด ขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเรียบร้อยแล้ว

            กรณีการบันทึกภาพและเสียงของผู้ถูกจับกุม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย แจ้งว่า แม้ พ.รบ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จะไม่ได้ระบุวิธีจัดการไฟล์ภาพและเสียงไว้เป็นการเฉพาะ แต่ระเบียบว่าด้วยการบันทึกภาพและเสียงฯ พ.ศ. 2566 ได้กำหนดมาตรฐานการเก็บรักษาข้อมูลขณะจับและควบคุมตัวไว้ชัดเจนแล้ว และการแจ้งควบคุมตัวต้องกระทำโดย "ทันที" ตามหลักสิทธิมนุษยชน และ แม้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จะไม่กำหนดโทษเรื่องการไม่เก็บไฟล์ไว้โดยเฉพาะ แต่หากเจ้าหน้าที่ละเลยไม่ปฏิบัติตาม ย่อมมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

            สำหรับข้อห่วงกังวลว่าการแจ้งคำสั่งปรับเป็นพินัยตามความผิดฐานค้าประเวณีไปยังภูมิลำเนาหรือที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของผู้กระทำผิดอาจเป็นการเปิดเผยอาชีพพนักงานบริการซึ่งเป็นการกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลนั้น คณะกรรมการว่าด้วยการปรับเป็นพินัยเห็นควรมีข้อแนะนำให้ สค. ขอความร่วมมือจาก ตร. ให้สอบถามที่อยู่ที่ผู้ถูกกล่าวหาสะดวกรับเอกสาร และให้ระบุข้อความหน้าซองจดหมายที่ส่งไปยังที่อยู่ตามทะเบียนราษฎรว่า “การเปิดอ่านจดหมายของผู้อื่นอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322” เพื่อแจ้งเตือนและป้องกันไม่ให้บุคคลที่ไม่ใช่ผู้รับแอบเปิดอ่านข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบข้อเสนอแนะดังกล่าวแล้ว

            และ (3) รายงานผลการตรวจสอบเรื่องสิทธิของผู้ต้องขัง กรณีร้องเรียนว่า เรือนจำกลางคลองเปรมไม่นำตัวผู้ต้องขังไปรักษาพยาบาล และการดูแลผู้ต้องขังไม่ถูกสุขลักษณะ ปรากฏว่า กรมราชทัณฑ์ได้มีหนังสือแจ้งเวียน ลงวันที่ 2 มีนาคม 2569 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดให้กำชับเรือนจำทุกแห่งบันทึกรายละเอียดข้อมูลการเจ็บป่วยของผู้ต้องขังอย่างครบถ้วนและต่อเนื่อง ครอบคลุมการเจ็บป่วยทั้งร่างกายและจิตใจ และได้ดำเนินการสำรวจและรวบรวมข้อมูลความประสงค์ในการจัดทำโครงการติดตั้ง ปรับปรุงซ่อมแซมระบบกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัยของผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ และโครงการปรับปรุงซ่อมแซมระบบความมั่นคงจากเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมราชทัณฑ์ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี รายการครุภัณฑ์ระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ให้แก่เรือนจำ/ทัณฑสถานต่าง ๆ จำนวน 29 แห่ง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานติดตั้งและปรับปรุงระบบกล้องวงจรปิด

 

2. กสม. ชี้โครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำคลองท่าแนะ จ.พัทลุง ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน เสี่ยงละเมิดสิทธิฯ

แนะกรมชลฯ จัดเวทีรับฟังความเห็นให้ครอบคลุมทั่วถึงทุกครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ

            นายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อเดือนเมษายน 2568 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้แทนเครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำคลองท่าแนะ จังหวัดพัทลุง ระบุว่า พื้นที่ลุ่มน้ำคลองท่าแนะในเขตอำเภอศรีบรรพต อำเภอควนขนุน อำเภอศรีนครินทร์ และอำเภอเมืองพัทลุง ประสบปัญหาน้ำแล้งในฤดูแล้งและน้ำท่วมในฤดูฝนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเดือนพฤศจิกายน 2567 ประชาชนได้รับทราบว่ากรมชลประทาน (ผู้ถูกร้อง) มีแผนงานโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำคลองท่าแนะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำคลองท่าแนะ โดยจะขุดลอกคลองธรรมชาติเดิมและขุดคลองใหม่ขนาบข้างอ่างเก็บน้ำ ความยาวประมาณ 12 กิโลเมตร อย่างไรก็ดีผู้ร้องเห็นว่า โครงการดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วมได้จริง ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และอาจส่งผลเสียหายต่อวิถีชีวิตชุมชนและสิ่งแวดล้อม จึงขอให้ตรวจสอบ

            กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วรับฟังได้ว่า กรมชลประทาน ผู้ถูกร้อง มีแผนงานโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำคลองท่าแนะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ บรรเทาปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและน้ำแล้งในพื้นที่ ด้วยการก่อสร้างคลองระบายน้ำใหม่ขนาบข้างประตูระบายน้ำคลองท่าแนะทั้งด้านซ้ายและขวา และขุดลอกขยายขนาดคลองธรรมชาติเดิม โดยผู้ถูกร้องตรวจสอบแล้วเห็นว่า พื้นที่ก่อสร้างไม่อยู่ในเขตป่าไม้ จึงไม่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่ได้ศึกษาความเป็นไปได้ทางวิศวกรรม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม และจัดเวทีประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว 2 ครั้ง เมื่อปี 2561 ทั้งนี้ เดือนเมษายน 2569 ผู้ถูกร้องอยู่ระหว่างพิจารณาความเหมาะสมของโครงการ จึงยังไม่ได้ก่อสร้างใด ๆ ในพื้นที่

            อย่างไรก็ดี ผู้ร้อง ประชาชน ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลสอดคล้องกันโดยรับทราบว่ากรมชลประทานมีแผนดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำคลองท่าแนะ แต่ไม่ทราบรายละเอียดของโครงการ ทำให้เกิดความห่วงกังวลต่อผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับการใช้ที่ดิน การใช้น้ำ การประกอบอาชีพเกษตรกรรมและประมงพื้นบ้าน รวมทั้งวิถีชีวิตชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกรมชลประทาน ผู้ถูกร้องยังไม่ได้ชี้แจงข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับการก่อสร้างและมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบ นอกจากนี้ การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพียง 2 ครั้ง ยังมุ่งเน้นเฉพาะประชาชนในพื้นที่โครงการ ไม่ครอบคลุมประชาชนที่จะได้รับผลกระทบทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในพื้นที่ปลายน้ำ โดยผู้ถูกร้องให้เหตุผลว่าเนื่องจากการจัดกระบวนการมีส่วนร่วมที่ผ่านมาเป็นเพียงการรับฟังความเห็นเบื้องต้นภายใต้ขั้นตอนการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ และยังไม่เข้าสู่ขั้นตอนการรับฟังความเห็นตามที่กฎหมายบัญญัติ

            กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้กรมชลประทานจะชี้แจงว่ากระบวนการที่ผ่านมาเป็นเพียงการรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้น แต่ในฐานะหน่วยงานของรัฐไม่อาจปฏิเสธหน้าที่ต่อสิทธิมนุษยชนได้ เนื่องจากกระบวนการมีส่วนร่วมในขั้นตอนศึกษาความเหมาะสมเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะนำไปสู่การพิจารณาออกแบบสิ่งก่อสร้าง การใช้ที่ดิน การแสวงหามาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบ รวมทั้งการอนุมัติและอนุญาตตามกฎหมาย ซึ่งประชาชนควรได้รับสิทธิการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย (meaningful participation) โดยได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน โปร่งใส และเข้าใจง่าย เพื่อสะท้อนความประสงค์และข้อห่วงกังวลในบริบทชุมชนท้องถิ่นได้อย่างเปิดกว้างและเสรี

            นอกจากนี้ ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า กรมชลประทานมีแผนปรับปรุงพื้นที่ปลายน้ำเพื่อรองรับมวลน้ำที่จะเกิดขึ้น จึงอาจส่งผลให้เป็นการย้ายปัญหาน้ำท่วมจากพื้นที่ต้นน้ำไปสร้างปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ปลายน้ำ โดยเฉพาะในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงที่การระบายน้ำลงสู่ทะเลหยุดชะงัก อีกทั้งยังไม่ได้มีการสำรวจ ศึกษา และประเมินผลกระทบด้านอื่น เช่น วิถีชีวิตชุมชน การประกอบอาชีพเกษตรกรรมและประมงพื้นบ้าน ผลกระทบต่อการใช้ที่ดิน และวิธีการเข้าถึงน้ำ โดยที่โครงการดังกล่าวเป็นการจัดทำบริการสาธารณะที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้าง จึงไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจนละเลยสิทธิเกี่ยวกับน้ำของประชาชน ด้วยเหตุนี้ จึงรับฟังได้ว่า การดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำคลองท่าแนะของกรมชลประทานโดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และอาจส่งผลเสียหายต่อวิถีชีวิตชุมชนและสิ่งแวดล้อมเกินสมควร สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน

            ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกรมชลประทาน ผู้ถูกร้อง ให้จัดกระบวนการมีส่วนร่วมตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 โดยมีมาตรการให้ประชาชนและชุมชนที่จะได้รับผลกระทบได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านและสร้างการรับรู้อย่างทั่วถึง มีหนังสือเชิญไปยังบ้านของประชาชนตามทะเบียนบ้านทั้งหมดที่จะได้รับผลกระทบ ให้สิทธิมีส่วนร่วมต่อการพิจารณาตัดสินใจในโครงการ หรือร่วมแสวงหามาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบอย่างเปิดกว้างและเสรี รวมทั้งให้นำผลการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวไปประกอบการพิจารณาทบทวนความเหมาะสมและความจำเป็นของโครงการต่อไป

 

3. กสม. ขอบคุณรัฐบาลตอบรับข้อเสนอแนะแก้ไขปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาจากการค้างจ่ายเงิน ศธ.และ สพฐ.เร่งแก้ปัญหาทันที

            นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 แจ้งข้อเสนอแนะกรณีสถานศึกษาสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ได้ ไปยังนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มอบหมายกระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้สถานศึกษาออกหนังสือสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา และกำหนดมาตรการรับรองสถานะชั่วคราวโดยให้สถานศึกษาต้นทางออกใบรับรองผลการเรียนอย่างไม่เป็นทางการ สำหรับนำไปยื่นต่อสถานศึกษาปลายทาง เพื่อให้เด็กสามารถรายงานตัวและเข้าเรียนได้ตามกำหนดในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งต่อมา ครม. มีมติเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 รับทราบข้อเสนอแนะของ กสม. และมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะ และให้สรุปผลการพิจารณาในภาพรวมส่งให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีท่าทีชัดเจนเน้นย้ำมิให้มีการกักหรือไม่ออกหนังสือสำคัญทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ค้างจ่ายเงิน พร้อมสั่งการไปยัง สพฐ. ให้ออกแนวปฏิบัติในการจัดการปัญหาดังกล่าว

            ต่อมา เลขาธิการ สพฐ. มีหนังสือ เรื่อง ซักซ้อมแนวทางการออกระเบียนแสดงผลการเรียนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ปพ.1) ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 แจ้งเวียนไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต ให้สถานศึกษาต้องออกระเบียนแสดงผลการเรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ปพ.1) และมอบให้ผู้เรียนทุกคนที่จบการศึกษาแต่ละระดับ ส่วนกรณีมีการค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ให้สถานศึกษาดำเนินการบริหารจัดการการจัดเก็บเงินบำรุงการศึกษาที่ค้างชำระตามความเหมาะสม โดยให้คำนึงถึงประโยชน์ของผู้เรียนและบริบทของแต่ละสถานศึกษาเป็นสำคัญ นั้น

            กสม. ขอขอบคุณรัฐบาลเป็นอย่างยิ่งที่ตระหนักและเห็นความสำคัญของสิทธิทางการศึกษาของเด็กซึ่งต้องอยู่เหนือภาระหนี้สิน และดำเนินการหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ อันสอดคล้องตามรัฐธรรมนูญและสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี การตอบรับข้อเสนอแนะนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนและสานต่อนโยบาย Thailand Zero Drop Out ซึ่งรัฐบาลประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2567 โดยมีเป้าหมายแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์

            ทั้งนี้ กสม. จะติดตามแนวทางการแก้ไขปัญหาและคุ้มครองสิทธิเด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษารวมทั้งเด็กที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายต่อไป และพร้อมสนับสนุนรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Drop Out ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้จริง

 

 

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

5 มิถุนายน 2569

เลื่อนขึ้นด้านบน