กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 17/2569 กสม. แนะ ตร. กวดขันเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้ถูกจับ หลังปรากฏกรณีแรงงานต่างด้าวถูกจับโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อญาติ ไม่ได้รับคืนทรัพย์สิน และข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล - ย้ำผลกระทบโครงการแลนบริดจ์ ไม่คุ้มค่า ยินดี นายกฯ - ครม. รับข้อเสนอตั้งคณะกรรมการศึกษาผลกระทบ - ขอบคุณคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมมีมติทบทวนให้ผู้พิการเข้าสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา

15/05/2569 3

                    วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และ นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 17/2569 โดยมีวาระสำคัญ 3 เรื่อง ดังนี้

1. กสม. แนะ ตร. กวดขันเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้ถูกจับ
หลังปรากฏกรณีแรงงานต่างด้าวถูกจับโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อญาติ ไม่ได้รับคืนทรัพย์สินที่ถูกยึด และข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล

               นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ทำงานเป็นพนักงานบริการลูกค้าของบริษัทแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2567 เกิดกรณีพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้รับบริการชาวอิตาลีเกี่ยวกับการขอเงินค่าบริการต่อวีซ่าและใบอนุญาตทำงานคืน ผู้ร้องจึงแจ้งให้ทนายความของบริษัทติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเกาะพะงัน (สภ. เกาะพะงัน) (ผู้ถูกร้องที่ 1) มาระงับเหตุ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงสถานที่เกิดเหตุกลับดำเนินการตรวจสอบหนังสือเดินทางและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ร้อง แล้วนำตัวไปสอบปากคำที่ สภ. เกาะพะงัน และตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี พะงัน (ผู้ถูกร้องที่ 2) โดยไม่แจ้งข้อกล่าวหาไม่แจ้งสิทธิของผู้ถูกจับและผู้ต้องหา ไม่อนุญาตให้ติดต่อญาติ และไม่คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ร้อง ต่อมาจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่าผู้ร้องกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่น ทำงานผิดประเภทจากที่ได้รับอนุญาต และปลอมใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวรายอื่น นอกจากนี้ หลังจากผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ผู้ร้องพบว่ามีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้นำภาพถ่ายของผู้ร้องขณะอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี พะงัน และภาพหนังสือเดินทางที่ปรากฏอยู่ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ร้องไปเผยแพร่ในเฟซบุ๊กกลุ่มสาธารณะ พร้อมระบุข้อความว่าผู้ร้องกักขังหน่วงเหนี่ยวและฉ้อโกงลูกค้าชาวต่างชาติ เป็นเหตุให้ผู้ร้องเสื่อมเสียชื่อเสียงและอับอาย จึงขอให้ตรวจสอบ

               กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า กรณีตามคำร้องมีประเด็นที่ต้องพิจารณา 3 ประเด็น ดังนี้

               ประเด็นที่หนึ่ง การจับกุมผู้ร้องโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหา ไม่แจ้งสิทธิของผู้ถูกจับและผู้ต้องหา และไม่ให้ติดต่อญาติ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) รับรองสิทธิในเสรีภาพและความมั่นคงของบุคคล รวมถึงกำหนดให้ผู้ถูกจับต้องได้รับแจ้งเหตุแห่งการจับกุมและข้อกล่าวหาโดยพลัน ทั้งนี้ แม้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญจะมุ่งคุ้มครองประชาชนชาวไทยเป็นหลัก แต่บุคคลต่างด้าวย่อมมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญด้วย จากการตรวจสอบปรากฏว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าจับกุมผู้ร้องภายหลังได้รับแจ้งเหตุ และได้แจ้งข้อกล่าวหา แจ้งสิทธิของผู้ถูกจับ รวมทั้งดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย กรณีดังกล่าวจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม ในส่วนการติดต่อกับญาติรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 และที่ 2 ได้ยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ร้องไว้เป็นพยานหลักฐาน แต่ไม่ได้จัดช่องทางอื่นให้ผู้ร้องติดต่อญาติ ทำให้ญาติทราบเรื่องการจับกุมจากสื่อมวลชนภายหลังผ่านไป 4 วัน จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกให้ผู้ถูกจับติดต่อญาติในโอกาสแรก อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

               ประเด็นที่สอง การยึดทรัพย์สินของผู้ร้องไว้ตรวจสอบแล้วไม่ส่งคืน เห็นว่าแม้กฎหมายจะให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐยึดทรัพย์สินเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการสอบสวนได้ แต่เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว และศาลไม่มีคำสั่งริบทรัพย์ หน่วยงานของรัฐย่อมมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์สินแก่เจ้าของหรือผู้มีสิทธิเรียกร้อง จากการตรวจสอบพบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่รวม 3 เครื่อง ได้แก่ ของบริษัท 2 เครื่อง และของผู้ร้องจำนวน 1 เครื่อง เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการสอบสวนคดีอาญา ต่อมาศาลจังหวัดเกาะสมุยมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ผู้ร้องและบริษัท ยังไม่ได้รับโทรศัพท์คืน ทั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ถูกร้องที่ 1 มีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์สินแก่ผู้มีสิทธิ รวมทั้งแจ้งให้ผู้มีสิทธิมารับทรัพย์สินคืน การไม่ดำเนินการดังกล่าวจึงกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินของผู้ร้อง อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

               และประเด็นที่สาม การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ร้องเป็นเหตุให้มีผู้นำไปเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะทำให้ได้รับความเสียหาย เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องเก็บรักษาและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลด้วยความระมัดระวัง จากการตรวจสอบพบว่า ภาพถ่ายของผู้ร้องขณะถูกควบคุมตัวและภาพหนังสือเดินทาง ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบครองของผู้ถูกร้องที่ 1 และที่ 2 ได้รั่วไหลไปยังผู้ใช้เฟซบุ๊กรายดังกล่าวและถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์โดยไม่มีการปกปิดข้อมูลสำคัญและไม่ได้รับความยินยอม ส่งผลให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียง กสม. เห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 และที่ 2 มิได้ดำเนินมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเพียงพอ อันเป็นการฝ่าฝืนหน้าที่ตามกฎหมายและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่นำข้อมูลส่วนบุคคลไปเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ แม้กระทบต่อสิทธิของผู้ร้องเช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากคู่กรณีได้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแพ่ง โดยยินยอมชดใช้ค่าเสียหายและลบโพสต์ที่เกี่ยวข้องแล้ว จึงเป็นอันยุติเรื่อง

               ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี และตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี ช่วยดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเกาะพะงัน และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี พะงัน ซึ่งไม่ให้ผู้ร้องติดต่อญาติ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ร้องโดยมิชอบตามกฎหมายว่าด้วยวินัยข้าราชการตำรวจ โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเกาะพะงัน ในฐานะผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลาง แจ้งให้ผู้ร้องและบริษัทฯ มารับของกลางคืนด้วย ทั้งนี้ให้ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) สั่งการและกำกับการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบว่าด้วยการสอบสวนวินัยข้าราชการตำรวจอย่างเคร่งครัด

               นอกจากนี้ ให้ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีและตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี กำชับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในสังกัดจะต้องคำนึงถึงสิทธิได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อญาติของผู้ถูกจับตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

               ทั้งนี้ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีหนังสือแจ้งเวียนแนวปฏิบัติหรือมาตรการในการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา โดยเฉพาะการเน้นย้ำถึงหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจที่ต้องจัดให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาสามารถติดต่อกับญาติหรือบุคคลที่ไว้วางใจได้ในโอกาสแรกเมื่อมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน รวมทั้งแนวปฏิบัติหรือมาตรการในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกวดขันให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

 

2. กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนบริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า

แนะต้องจัดเวทีรับฟังความเห็นให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ขอบคุณ นายกฯ - ครม. รับข้อเสนอแนะตั้งคณะกรรมการศึกษาผลกระทบ 

 

               นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ตรวจสอบและมีรายงานผลการตรวจสอบกรณีร้องเรียนว่า โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือ โครงการแลนด์บริดจ์ จังหวัดชุมพร-ระนอง ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชน และขาดการมีส่วนร่วม โดยมีหนังสือลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 แจ้งข้อเสนอแนะกรณีโครงการแลนด์บริดจ์ดังกล่าวไปยังนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 รับทราบข้อเสนอแนะ พร้อมมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว นั้น

               กสม. ขอเน้นย้ำข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบว่า สศช. ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของไทย ได้ข้อสรุปว่า การพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์จะสามารถสนับสนุนสินค้าของระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ได้เพียงร้อยละ 18 ซึ่งการพัฒนาท่าเรือท่องเที่ยวหรือสนามบินก็เพียงพอแล้ว นอกจากนี้ โครงการยังไม่สามารถประหยัดเวลาการขนส่งสินค้าจากฝั่งมหาสมุทรอินเดียโดยไม่ผ่านช่องแคบมะละกาได้อย่างมีนัยสำคัญ และยังมีค่าขนส่งสูงกว่า จึงไม่อาจแข่งขันกับท่าเรือสิงคโปร์ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือเดิมได้ อีกทั้งยังไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เนื่องจากรายได้จากการให้บริการขนส่งตู้สินค้าไม่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่าย

               เมื่อพิจารณาแง่ผลกระทบจากโครงการพบว่า โครงการแลนด์บริดจ์ซึ่งประกอบด้วย ท่าเรือ ทางรถไฟรางคู่ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง และนิคมอุตสาหกรรมหรืออุตสาหกรรมหลังท่า ยังจะก่อให้เกิดผลกระทบสำคัญต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมของท่าเรือจะทำให้เกิดตะกอนกระทบปะการังและหญ้าทะเลที่เป็นแหล่งอาหารของสัตว์น้ำวัยอ่อน และอาจกระทบต่อคุณค่าโดดเด่นของแหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามันซึ่งอยู่ระหว่างการนำเสนอเป็นแหล่งมรดกโลก นอกจากนี้การสร้างรถไฟทางคู่และทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองซึ่งจะผ่านพื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่สำคัญทางนิเวศวิทยา เช่น พื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1A และชั้นที่ 2 พื้นที่ป่าชายเลน อุทยานแห่งชาติ และพื้นที่ชุ่มน้ำ อาจทำให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร สูญเสียแหล่งกักเก็บคาร์บอน ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำผิวดิน คุณภาพน้ำผิวดิน ระดับน้ำใต้ดิน และการปนเปื้อนน้ำบาดาล

               โครงการแลนบริดจ์ยังส่งผลกระทบต่อการประมง กล่าวคือ จังหวัดชุมพร มีชุมชนประมงใกล้โครงการจำนวนมาก มีเรือประมง 3,500 ลำ เป็นประมงพื้นบ้านราว 270 ลำ มีปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ทั้งจังหวัด 110,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3,900 ล้านบาท และเป็นแหล่งวงจรชีวิตปลาทู ส่วนจังหวัดระนอง มีชุมชนประมงใกล้โครงการหลายแห่ง มีเรือประมงพื้นบ้านกว่า 2,000 ลำ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลมอแกนที่ออกเรือโดยใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิม ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการสูญเสียแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำทำให้สูญเสียอาชีพและวิถีชีวิตชุมชนชายฝั่ง นอกจากนี้ โครงการยังส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่แหล่งน้ำที่ใช้ทำการเกษตรรวมถึงการเวนคืนที่ดิน และกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศซึ่งเป็นรายได้ของประชาชนในพื้นที่ด้วย

                    เมื่อพิจารณากระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อประกอบการดำเนินโครงการแลนบริดจ์ เห็นว่า เป็นการจัดรับฟังความเห็นแบบรายโครงการ ประชาชนไม่สามารถเข้าร่วมเวทีได้ครบถ้วน อีกทั้งเนื้อหาที่นำเสนอยังไม่ชัดเจนเพียงพอ ประกอบกับไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นว่าการดำเนินโครงการในลักษณะใดที่สอดคล้องกับความต้องการ

               จากข้อเท็จจริงดังกล่าว โครงการแลนบริดจ์จึงไม่สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่กำหนดให้รัฐต้องอนุรักษ์ คุ้มครอง บริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน และต้องพึงระมัดระวังให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และได้สัดส่วนกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิในการพัฒนา (DRTD) ขณะที่การรับฟังความคิดเห็นเป็นรายโครงการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการรับฟังความคิดเห็นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และมีความหมายตามที่รัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) รับรองไว้ จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

                    ด้วยเหตุนี้ กสม. จึงมีหนังสือเรียนนายกรัฐมนตรีนำเสนอ ครม. พิจารณาสั่งการให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดระนองและชุมพรต่อทิศทางการพัฒนาในระดับโครงสร้างหรือในภาพรวมในฐานะที่เป็นสิทธิในการกำหนดอนาคตและเจตจำนงของตนเอง รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตนอย่างเสรี เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการแลนบริดจ์ และให้ประชาชนทุกกลุ่มทุกอาชีพร่วมกำหนดแผนพัฒนาของจังหวัดชุมพรและระนอง ที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ที่ปรากฏในรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการฯ ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเมื่อปี 2564 – 2565 และให้นำผลการรับฟังความคิดเห็นและรายงานการศึกษาดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการแลนบริดจ์ โดยต้องสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของประชาชนในพื้นที่

               “รัฐบาลจำเป็นต้องศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในมิติต่าง ๆ ของโครงการแลนบริดจ์ในภาพรวมทั้งระบบ โดยคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเปรียบเทียบกับความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งวิถีชีวิตของชุมชนให้ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม อย่างไรก็ดี กสม. ขอขอบคุณ ครม. ที่มีมติตอบรับข้อเสนอแนะของ กสม. และสั่งการให้หน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณา และขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่มีคำสั่งสำนักนายรัฐมนตรี ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้เป็นไปด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างรอบด้านและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าว

3. กสม. ขอบคุณคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมมีมติทบทวนให้ผู้พิการเข้าสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา

               นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ตรวจสอบกรณีที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติไม่ให้นายศุภวิชญ์ จันทร์เสถียร ทนายความผู้พิการทางการเคลื่อนไหวเป็นผู้มีสิทธิสอบเป็นข้าราชการตุลาการตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ซึ่ง กสม. มีมติเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 เห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับหลักการห้ามเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความพิการในทุกด้านที่เกี่ยวกับการจ้างงานและการคัดเลือกบุคคล และมีข้อเสนอแนะให้ ก.ต. พิจารณาทบทวนมติเพื่อให้คนพิการที่มีลักษณะเช่นเดียวกับนายศุภวิชญ์ สามารถเข้ารับการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ พร้อมมีข้อเสนอให้กำหนดมาตรการหรือแนวทางการช่วยเหลือที่สมเหตุสมผลในระบบการสอบคัดเลือกให้แก่คนพิการ นั้น

               ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุม ก.ต. มีมติทบทวนให้ผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ประจำปี พ.ศ. 2569 เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนในการสมัครสอบคัดเลือกฯ จำนวน 2 ราย โดยปรากฏชื่อนายศุภวิชญ์ในประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบคัดเลือกฯ ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ด้วย

               กสม. ขอขอบคุณ ก.ต. ที่ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิคนพิการและมีมติทบทวนรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบคัดเลือกฯ ดังกล่าวตามข้อเสนอแนะของ กสม. ซึ่งช่วยให้เกิดความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสทางการประกอบอาชีพของคนพิการ เพื่อคนพิการสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างมีคุณภาพและมีศักดิ์ศรีตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ (CRPD) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติ ได้รับรองไว้

 

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

15 พฤษภาคม 2569

เลื่อนขึ้นด้านบน