กสม.ศยามล ร่วมเสวนาวิชาการ “แม่น้ำกก-โขง : ผลกระทบข้ามพรมแดน สิทธิชุมชนริมฝั่ง และประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม”

26/10/2569 19

          เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. นางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นวิทยากรเสวนา หัวข้อ “แม่น้ำกก-โขง : ผลกระทบข้ามพรมแดน สิทธิชุมชนริมฝั่ง และประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม” ร่วมกับ ดร.สืบสกุล กิจนุกร สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ ผศ.ดร.บูชิตา สังข์แก้ว วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โดยมีนายเมธวิน อังคทะวานิช นักศึกษาปริญญาเอก วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

          นับตั้งแต่ปี 2564 มีการทำเหมืองแร่ในเมียนมาบริเวณต้นน้ำของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ของจังหวัดเชียงราย และตลอดแนวชายแดนไทย-เมียนมา ส่วนใน สปป.ลาว บริเวณพื้นที่ตรงข้ามกับจังหวัดเลย รวม 2 ประเทศ มีเหมืองแร่ 2,800 กว่าแห่ง ทำให้แม่น้ำกก - สาย -โขง ที่จังหวัดเชียงราย และแม่น้ำโขงที่ผ่านจังหวัดเลย บึงกาฬ หนองคาย นครพนม มีมลพิษเกินค่ามาตรฐานที่ 0.01 มิลลิกรัม เนื่องจากการทำเหมืองดำเนินการแบบดั้งเดิมคือใช้วิธีการร่อนแร่และละลายแร่ในแม่น้ำ น้ำในแม่น้ำมีลักษณะขุ่นข้น เกิดตะกอนดิน-ทรายใต้แม่น้ำจำนวนมาก ชาวบ้านต้องใช้รถแบ็กโฮตักออกเพื่อไม่ให้แม่น้ำตื้นเขิน สถานการณ์มลพิษในจังหวัดเชียงราย มีรายงานกรมควบคุมโรคปี 2569 พบชาวเชียงรายมีสารหนูในร่างกายเกินค่ามาตรฐาน 15 คน (เมื่อปี 2568 ตรวจพบเพียง 1 คน) กรมอนามัยมีคำแนะนำประชาชนให้หลีกเลี่ยงการบริโภคกุ้ง หอย เครื่องในปลา และไม่ควรบริโภคปลาซ้ำเดิม จังหวัดเชียงรายออกประกาศห้ามนำน้ำในแม่น้ำสายมาบริโภค และผลิตน้ำดื่ม ทำน้ำแข็ง รวมถึงล้างภาชนะ ทั้งหมดนี้เพื่อหลีกเลี่ยงสารหนูและโลหะหนักเข้าสู่ร่างกาย

          ทั้งนี้ จังหวัดเชียงรายมีความตื่นตัวและเป็นจังหวัดนำร่อง (Sandbox) ในการแก้ปัญหามลพิษในแม่น้ำกก-โขง โดยเมื่อปี 2568 มีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระดับจังหวัด ประกอบด้วยภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน เพื่อติดตาม ตรวจสอบและเฝ้าระวังการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกก-โขง จากนั้นแต่งตั้งคณะทำงานติดตาม ตรวจสอบ วิจัย และเฝ้าระวังการปนเปื้อนสารพิษในภาคเกษตรกรรม และจัดตั้งศูนย์ตรวจสารโลหะหนัก 3 ศูนย์ในจังหวัดเชียงราย ส่วนภาคอีสานแม่น้ำโขงตั้งแต่จังหวัดเลยจนถึงนครพนม ตรวจพบสารหนูและโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน ปลาในแม่น้ำโขงเป็นโรค แต่ประชาชนรับรู้ข้อมูลคุณภาพน้ำล่าช้ามาก และได้บริโภคอุปโภคน้ำในแม่น้ำโขงไปเนิ่นนานแล้ว การรับรู้ข้อมูลคุณภาพน้ำอยู่ในวงแคบภาคประชาสังคมและภาควิชาการเท่านั้นไม่เปิดเผยเป็นสาธารณะ ไทยเป็นประเทศท้ายน้ำที่ได้รับผลกระทบข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองแร่โดยตรง ในอีกด้านหนึ่งไทยเป็นผู้นำเข้าแร่จากเมียนมาเพื่อส่งผ่านไปยังประเทศจีน ได้แก่ แร่ดีบุก แร่พลวง แร่แมงกานีส แร่ตะกั่ว แร่ทองแดง และเป็นทางผ่านของการส่งออกเครื่องจักร อุปกรณ์ และสารเคมีในการทำเหมืองแร่ให้แก่เมียนมา (เป็นบริษัทไทย ไทย-เมียนมา ไทย-จีน ไทย-ลาว-เวียดนาม)

          สิทธิชุมชนริมฝั่ง ประชาชนมีสิทธิในการจัดการน้ำ การเข้าถึงทรัพยากรน้ำที่สะอาดเพื่อการบริโภค อุปโภค และประโยชน์ทำกินในระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐานที่พอเพียง และอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี และรัฐมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้บุคคลหรือกลุ่มใด ซึ่งหมายรวมถึงบริษัทต่าง ๆ ละเมิดสิทธิดังกล่าวของประชาชน และรัฐควรดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมสิทธิในน้ำของประชาชนให้เป็นจริงด้วย ดังนั้น ผลกระทบข้ามพรมแดนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ในสิทธิเกี่ยวกับน้ำของประชาชนไทยนี้ ควรต้องรับผิดชอบทั้งผู้ก่อมลพิษในเมียนมา สปป.ลาว และบริษัทในประเทศไทยที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวข้องกับเหมืองแร่ตลอดทั้งกระบวนการ และเพื่อให้ธุรกิจมีความรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชน รัฐไทยควรกำหนดให้มีการสำแดงแหล่งที่มาของแร่

          ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม จะเกิดขึ้นได้ ประชาชนต้องมีสิทธิและรัฐต้องมีหน้าที่ความรับผิดชอบ ดังนี้

1) สิทธิที่จะรู้ ประชาชนต้องรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสิ่งแวดล้อมของเขา รัฐมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารแจ้งประชาชน 2) สิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีความหมาย โดยมีกลไกที่ประชาชนเป็นองค์ประกอบร่วมวางแผน พิจารณา และตัดสินใจ 3) สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลของภาครัฐทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4) สิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม 5) มีการกระจายอำนาจ และ 6) รัฐมีธรรมาภิบาล

          ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวถึงการดำเนินงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ต่อประเด็นมลพิษในแม่น้ำกก-โขง ใน 2 ระดับ คือ

          ระดับภูมิภาค ประเทศไทยให้การรับรองปฏิญญาสิทธิในสิ่งแวดล้อมแล้ว และอยู่ระหว่างผลักดันกลไกการทำงานภายใต้ปฏิญญานี้ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กสม. และผู้แทนไทยใน AICHR (The ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights) โดยมีผู้อาวุโสของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมอยู่ในกลไกนี้ด้วย และจะใช้กลไกการทำงานภายใต้ปฏิญญาสิทธิในสิ่งแวดล้อมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน

          ระดับประเทศ กสม. มีข้อเสนอต่อรัฐบาล ให้พิจารณาสถานการณ์มลพิษในแม่น้ำเป็นภัยพิบัติรูปแบบหนึ่งที่ส่งผลกระทบชีวิตประชาชนในระยะยาวทั้งด้านการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ สุขภาพอนามัยตลอดช่วงชีวิต วิกฤตครั้งนี้รัฐต้องปรับตัวด้านการบริหารจัดการใหม่ โดยเฉพาะการตั้งงบประมาณตามสถานการณ์และวิกฤตของปัญหาเพื่อ สนับสนุนงบประมาณและเครื่องมือให้แก่ส่วนราชการในพื้นที่และท้องที่แก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที และกำกับการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐให้ได้ผลจริงจัง รวมถึงรัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจนและมุ่งเป้าต่อการแก้ปัญหามลพิษให้การสนับสนุนภาคปฏิบัติอย่างจริงจัง ส่วนประชาชนต้องมีความรู้ความเข้าใจต่อปัญหามลพิษ และมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังภัยสิ่งแวดล้อม เฝ้าระวังสุขภาพตนเอง

 

เลื่อนขึ้นด้านบน