กสม. หารือ รมว.ศธ. ขับเคลื่อนการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา ครอบคลุมประเด็นความปลอดภัยในโรงเรียน ภัยออนไลน์ เด็กข้ามชาติ และการจ้างงานครูธุรการและนักการภารโรงของ สพฐ.

09/10/2569 84

          เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ที่ปรึกษาประจำ กสม. พร้อมคณะ หารือกับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายประวิต เอราวรรณ์ ปลัด ศธ. นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ กพฐ. นายสุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการ สกศ. นายวิทวัต ปัญจมะวัต เลขาธิการ กอศ. นายนิติ นาชิต เลขาธิการ กช. นางรุ่งอรุณ ไสยโสภณ รองอธิบดี สกร. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ ศธ. เพื่อติดตามข้อเสนอแนะของ กสม. และหารือความร่วมมือระหว่างกัน โดยมีข้อสรุปดังนี้

          ด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ศธ. ได้ออกประกาศมาตรการความปลอดภัย กำหนดให้ทุกสถานศึกษาตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย ซ้อมแผนเผชิญเหตุ คัดกรองสุขภาพจิตนักเรียน และสร้างวัฒนธรรมไม่ใช้ความรุนแรง ขับเคลื่อนผ่านกลไกการป้องกัน รับแจ้งเหตุ และสอบสวนเยียวยา และเปิดรับแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัยแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ TraffyFondue พร้อมคาดโทษหากผู้บริหารปกปิดข้อมูล

          สำหรับความเสี่ยงของเด็กบนโลกออนไลน์ กสม. ขอให้ ศธ. ช่วยผลักดันการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาให้ครอบคลุมการล่อลวงเด็กเพื่อแสวงประโยชน์ (Grooming) การส่งข้อความทางเพศ (Sexting) การข่มขู่รีดไถทางเพศ (Sextortion) การสะกดรอยตาม (Stalking) และการรังแกกัน (Bullying) พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมขับเคลื่อนการคุ้มครองสิทธิเด็กจากผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสื่อออนไลน์ ซึ่ง ศธ. รับที่จะสนับสนุนการแก้ไขกฎหมาย พร้อมศึกษาการจัดทำกรอบการใช้ AI และแนวทางการใช้เวลาหน้าจอที่เหมาะสม รวมทั้งหารือผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเพื่อคุ้มครองเด็ก

          กรณีการจัดการศึกษาสำหรับเด็กทุกคน กสม. ติดตามความคืบหน้าการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 เรื่องศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ หลังมีการปิดศูนย์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี กระทบเด็กลูกหลานแรงงานกว่า 1,100 คน กสม. เสนอให้ ศธ. ออกประกาศหรือกฎกระทรวงเฉพาะเพื่อรองรับเด็กกลุ่มนี้ และไม่ปิดศูนย์ระหว่างแก้ไขกฎกระทรวง โดย ศธ. เห็นด้วยในหลักการและอยู่ระหว่างปรับกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ยืดหยุ่น พร้อมหารือหน่วยงานความมั่นคงเรื่องบทบาทการจดแจ้ง สำหรับเด็กผู้หนีภัยในพื้นที่พักพิงชั่วคราว กสม. มีความห่วงกังวล เนื่องจากความช่วยเหลือจากต่างประเทศลดลง ขณะที่เด็กยังออกไปเรียนนอกพื้นที่ไม่ได้ ซึ่ง ศธ. แจ้งว่าพร้อมเปิดโอกาสให้เด็กผู้หนีภัยในพื้นที่พักพิงชั่วคราวเข้าถึงการศึกษาเมื่อได้รับอนุมัติ

          กรณีการจ้างงานครูธุรการและนักการภารโรงของ สพฐ. กสม. รับทราบความคืบหน้าการขออนุมัติกรอบอัตรากำลังลูกจ้างจำนวน 72,000 ตำแหน่ง โดย ศธ. ระบุว่ารัฐบาลมีนโยบายปรับกำลังคนภาครัฐให้สอดคล้องกับจำนวนนักเรียนที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ยินดีรับเรื่องไปหารือระดับนโยบายเพื่อคุ้มครองสิทธิของธุรการโรงเรียนและนักการภารโรงต่อไป ทั้งนี้ กสม. ขอให้ ศธ. เสนอกรอบอัตรากำลังทุกปี และหากมีการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ขอให้ ศธ. พิจารณาจัดสรรบุคลากรของโรงเรียนที่ถูกยุบไปทำงานในโรงเรียนขนาดใหญ่แทน

          ปัญหาทรงผมนักเรียน กสม. แจ้งให้ ศธ. ทราบว่า ได้ร่วมกับยูนิเซฟเปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นมิตรกับเด็ก "นกพีช" (Peace) พบว่า มีเด็กร้องเรียนเรื่องทรงผมจำนวนมาก จึงขอให้ ศธ. ย้ำนโยบายโดยยืนยันในสิทธิเด็ก เปิดให้เด็กมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในการกำหนดเรื่องทรงผมนักเรียน และไม่ลงโทษเด็กด้วยวิธีการที่นอกเหนือจากที่กระทรวงกำหนด ศธ. ระบุว่าปัจจุบันการกำหนดเรื่องทรงผมเป็นนโยบายของแต่ละโรงเรียน อย่างไรก็ตามพร้อมที่จะเน้นย้ำกำชับเรื่องการห้ามตัดกล้อนผมเด็กโดยเด็ดขาด และให้เด็กมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ โดยจะได้แจ้งสถานศึกษาในสังกัดให้ถือปฏิบัติต่อไป

          ในส่วนของปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา กสม. ชื่นชม ศธ. ที่ดำเนินโครงการ Thailand Zero Dropout อย่างต่อเนื่องด้วยการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ทำให้เด็กหลุดจากระบบลดลงจากกว่า 1 ล้านคน เหลือกว่า 5 แสนคน และขอบคุณที่ สพฐ. ออกหนังสือเวียนเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ซักซ้อมแนวทางออกระเบียนแสดงผลการเรียน (ปพ.1) เพื่อแก้ปัญหาการปฏิเสธออกหลักฐานการศึกษาเด็กที่ค้างเงินบำรุงการศึกษา ตามข้อเสนอแนะของ กสม. อย่างรวดเร็ว

          อย่างไรก็ตาม กสม. ยังคงห่วงกังวลกรณีเงินบำรุงการศึกษา เนื่องจากในทางปฏิบัติ หลายสถานศึกษาเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่ม ทั้งที่ประกาศ ศธ. กำหนดให้เป็นไปตามความสมัครใจ ซึ่ง ศธ. ระบุว่าให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำ โดยจะปรับสูตรเงินอุดหนุนรายหัวให้เป็นธรรม และบริหารทรัพยากรให้เด็กยากจนเข้าถึงอย่างทั่วถึง

          ทั้งนี้ ศธ. มอบสำนักงานปลัด ศธ. ประสานรายละเอียดกับสำนักงาน กสม. เพื่อขับเคลื่อนงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

เลื่อนขึ้นด้านบน