กสม. หารือรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินหน้าส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และแก้ไขปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดน

10/09/2569 33

            เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ พร้อมด้วยกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี ศยามล ไกยูรวงศ์ ที่ปรึกษาประจำ กสม. รัตติกุล จันทร์สุริยา เลขาธิการ กสม. หรรษา หอมหวล และคณะ พบหารือกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ณ กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อประสานความร่วมมือด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการแก้ไขปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดนโดยเน้นย้ำการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนที่สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศและมาตรฐานสากล

            ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับผลกระทบข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้เสนอแนวทางการดูแลผู้หนีภัยการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว อาทิ การเร่งรัดขั้นตอนการอนุญาตทำงาน การกำหนดแผนบริหารจัดการพื้นที่พักพิงที่ชัดเจน และการรองรับสถานะของนักศึกษาและเยาวชนเมียนมาที่การตรวจลงตราสิ้นสุดลงแต่ยังไม่สามารถเดินทางกลับได้ เพื่อป้องกันภาวะสุญญากาศทางกฎหมาย ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการยึดหลักการห้ามผลักดันกลับไปเผชิญอันตราย (Non-Refoulement) สำหรับกลุ่มโยกย้ายถิ่นฐานเปราะบาง โดยการเดินทางกลับต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ และมีหลักประกันว่าบุคคลจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมในประเทศต้นทาง นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือถึงการปรับปรุงสภาพสถานที่กักตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ถูกสุขลักษณะและลดความแออัด การพัฒนากลไกคัดกรองให้มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการขับเคลื่อนกลไกทวิภาคีและไตรภาคีเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดนในลุ่มน้ำกก รวมถึงการปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์ตามแนวชายแดน

            กสม. เสนอให้ทบทวนแนวทางการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมาหลายทศวรรษ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างมิติความมั่นคงกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ นอกจากนี้ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2571 กสม. แสดงความพร้อมที่จะบูรณาการข้อมูลและสนับสนุนการดำเนินงานที่จำเป็นต้องเร่งปิดช่องว่าง ทั้งด้านการต่อต้านการทุจริต กระบวนการยุติธรรม และธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน

            ในโอกาสนี้ ที่ประชุมยังแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชนระดับโลกและภูมิภาคที่สามารถผลักดันร่วมกัน อาทิ การจัดทำตราสารระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิผู้สูงอายุ ในช่วงที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) วาระปี พ.ศ. 2568–2570 และการหลอกลวงออนไลน์ และในโอกาสที่ประเทศไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี พ.ศ. 2571 อาจผลักดันประเด็นเมืองสิทธิมนุษยชน (Human Rights City) และการทบทวนขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ AICHR ให้มีความเป็นอิสระและเปิดให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมมากขึ้น

            การหารือดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองหน่วยงานในการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิด มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกร่วมกัน เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แก้ไขปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดน และยกระดับการดำเนินงานของประเทศไทยให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานสากลให้มีผลเป็นรูปธรรม

เลื่อนขึ้นด้านบน