กสม. เปิดเวทีติดตามข้อมติสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประเด็น “สิทธิมนุษยชนกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ประสานหน่วยงานภาครัฐ–เอกชนทบทวนความคืบหน้า 5 ข้อเสนอแนะ

19/08/2569 35

            เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี และนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการ กสม. เป็นประธานและนำการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามมติสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568 ประเด็นสิทธิใน อนาคต “สิทธิมนุษยชนกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)” โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมเข้าร่วม อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนา ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) หน่วยงานด้านแรงงานและการศึกษา สมาคมผู้ประกอบการ ปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) ตลอดจนผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ

            ในการประชุม ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ กล่าวเน้นย้ำว่า การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทบทวนข้อมติด้านปัญญา ประดิษฐ์และสิทธิมนุษยชนเมื่อปี 2568 ติดตามความคืบหน้า และปัญหาอุปสรรค ตลอดจนข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนข้อมติร่วมกัน โดยคนไทยใช้ AI ในชีวิตประจำวันสูงมาก และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นขณะที่การเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบจากการใช้ AI ยังมีความท้าทาย การพัฒนากลไกกำกับดูแลที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม และกำหนดความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งดำเนินการควบคู่ไปกับการส่งเสริมนวัตกรรม

            ด้าน นายวสันต์ นำเสนอภาพรวมและที่มาของข้อมติซึ่งผ่านการรับฟังความคิดเห็นใน 4 จังหวัด โดยย้ำว่าข้อมติวางอยู่บน “หลักสมดุล” ไม่ใช่ “หลักห้าม” เพราะ AI สามารถเป็นครื่องมือส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ในขณะเดียวกัน หากขาดกลไกการกำกับดูแลที่เหมาะสม AI อาจเพิ่มความเสี่ยงหรือขยายผลกระทบของการละเมิดสิทธิที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะสิทธิในความเป็นส่วนตัว การไม่ถูกเลือก ปฏิบัติ และเสรีภาพในการแสดงออก

            ในโอกาสนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาความคืบหน้าตามข้อมติหลัก 5 ด้าน ได้แก่ (1) การใช้และพัฒนา AI อย่างรับผิดชอบโดยไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน (2) การพัฒนากฎหมายและกลไกกำกับ ดูแล AI ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ควบคู่กับ การส่งเสริมนวัตกรรม (3) การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI) ภายใต้การแข่งขันที่เป็นธรรม (4) การส่งเสริมให้ประชาชน ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง มีทักษะด้านดิจิทัลและ AI และ (5) การเตรียมมาตรการ ติดตาม ประเมิน ป้องกัน คุ้มครอง และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

            โดยในช่วงการรับฟังและแลกเปลี่ยนการดำเนินงานตามข้อมติ สำนักงาน กสม. ได้รับเกียรติจากวิทยากร 3 ท่านร่วมนำเสนอข้อมูลเชิงลึกในแต่ละประเด็น ดังนี้

            นายธิติกร ตระกูลศิริศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ ETDA นำเสนอแผน AI ของไทยที่ยึดหลักจริยธรรมสากล พร้อมยกตัวอย่างงานของ ETDA เช่น ศูนย์ AIGPC คู่มือประเมินผลกระทบ ด้านจริยธรรม (EIA Playbook) ที่คาดว่าจะประกาศใช้ภายในปีนี้ และโครงการ Thailand Banking AI Red Teaming Challenge ซึ่งพบความเสี่ยงจาก hallucination และผลลัพธ์ที่ต่างกันตามภาษาที่ใช้ ทั้งนี้ เห็นว่าไทยควรมีกติกาชัดเจนเกี่ยวกับประเภทและลักษณะการใช้ AI ที่ควรอนุญาตหรือไม่อนุญาต โดยคำนึงถึงบริบทและระดับความพร้อมของแต่ละองค์กร

            นายหัตถพงษ์ หิรัญรัตน์ เจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒนากฎหมาย ETDA นำเสนอความเสี่ยงของ AI ใน 3 มิติ ได้แก่ มิติเชิงระบบ มิติผู้ใช้งาน และมิติเศรษฐกิจสังคม โดยย้ำว่าการกำกับดูแลจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่หลากหลาย ไม่ควรพึ่งพากฎหมายเพียงอย่างเดียว ส่วนร่างพระราชบัญญัติปัญญาประดิษฐ์ พ.ศ. .... มีแนวทางที่จะไม่สร้างความซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่ แต่เป็นการกำกับดูแลที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับให้เท่าทันสถานการณ์ (agile regulation) ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การประเมินผลกระทบก่อนการใช้งาน AI ของหน่วยงานภาครัฐ อธิปไตยด้านข้อมูล (AI sovereignty) และมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

            ดร. ทัชนันท์ กังวานตระกูล อุปนายก AIEAT นำเสนอมุมมองจากภาคธุรกิจว่า AI สามารถช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อนและลดอคติในกระบวนการตัดสินใจได้ หากมีการใช้ข้อมูลที่มีคุณภาพและปราศจากอคติตั้งแต่ต้น พร้อมเสนอให้มีมาตรฐานด้านความโปร่งใสของ AI ที่สามารถอธิบายกระบวนการทำงานได้อย่างเหมาะสม มีมาตรการจูงใจสำหรับภาคธุรกิจที่พัฒนาและใช้ AI อย่างรับผิดชอบ ควบคู่กับมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ตลอดจนยกระดับ AI literacy สำหรับประชาชนทั่วไป แรงงาน และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อให้การใช้ AI เป็นไปอย่างเหมาะสม ปลอดภัย และรับผิดชอบ

            ในภาพรวม ผู้เข้าร่วมประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า การกำกับดูแล AI จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือและมาตรการที่หลากหลาย มิใช่กฎหมายเพียงอย่างเดียว และควรมีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเทคโนโลยีและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะ หน่วยงานที่มีกฎหมายหรือแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอยู่แล้วสามารถทบทวนและปรับใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้ครอบคลุมความเสี่ยงและผลกระทบจาก AI ได้

            ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะนำข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากการประชุมครั้งนี้ไปประมวลผลและจัดทำสรุปความคืบหน้าการดำเนินงานตามข้อมติสมัชชาสิทธิมนุษยชน “สิทธิมนุษยชนกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)” โดยจะนำเสนอผลดังกล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ

เลื่อนขึ้นด้านบน