กสม. ร่วมงานรณรงค์สาธารณะเสริมพลังร่วมขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

11/08/2569 95

            เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS) นางสาวปรีดา  คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ร่วมงานวันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ตลอดจนติดตามความคืบหน้าการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์และการเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย (สคสช.) รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคมและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันผลักดันการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรม

            นางปรีดา  คงแป้น  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ร่วมเป็นวิทยากรในเวที Policy Forum ครั้งที่ 79 ตรวจการบ้าน 1 ปี บังคับใช้ - ไปต่อ กฎหมายชาติพันธุ์” โดยมีผู้แทนจากสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ประธานกรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) กรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ร่วมในการเสวนาดังกล่าว นอกจากนี้ นางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ และนางสาวสุภัทรา  นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เข้าร่วมงานและรับฟังในเวทีดังกล่าว

            นางปรีดา กล่าวว่า การมีกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ถือเป็นพัฒนาการสำคัญในการรับรองและคุ้มครองสิทธิ อัตลักษณ์ ภาษา วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ สิ่งสำคัญคือการทำให้กลไกและมาตรการตามกฎหมายสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับพื้นที่ และทำให้สิทธิที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายเกิดขึ้นจริงในชีวิตของประชาชน ซึ่งประเด็นสำคัญที่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ การขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ การจัดทำกฎหมายลำดับรองและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง การจัดตั้งและพัฒนากลไกคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ การจัดทำระบบและศูนย์ข้อมูลด้านชาติพันธุ์ ตลอดจนการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ในการกำหนดนโยบายและมาตรการที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของตนเอง โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว เพื่อให้การดำเนินงานของภาครัฐสอดคล้องกับความต้องการและบริบทของแต่ละชุมชน

            ทั้งนี้ ในสถานการณ์และปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน นางปรีดา ได้กล่าวถึง ปัญหาสิทธิในที่ดินและที่ทำกิน ตลอดจนสถานะบุคคลและสัญชาติ ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ป่าไม้หรือพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งอาจเกิดความทับซ้อนระหว่างการใช้ประโยชน์ในที่ดินของชุมชนกับการบังคับใช้กฎหมายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ได้ยกตัวอย่างกรณี พื้นที่เตรียมการประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท จังหวัดลำปาง เป็นกรณีตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการบูรณาการและประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชนและชุมชนในพื้นที่ โดยการดำเนินการของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดแนวเขต การประกาศหรือเตรียมการจัดตั้งพื้นที่อนุรักษ์ และการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรคำนึงถึงข้อเท็จจริงและสภาพพื้นที่เป็นรายกรณี รวมถึงประวัติการตั้งถิ่นฐานและการครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินของประชาชน วิถีชีวิตและการดำรงชีพของชุมชน ตลอดจนพยานหลักฐานและข้อมูลเชิงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน

            ทั้งนี้ การขับเคลื่อนการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ควรดำเนินควบคู่กับหลักการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 70 ซึ่งกำหนดให้รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างสงบสุขโดยไม่ถูกรบกวน รวมทั้งสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะปฏิญญาว่าด้วยสิทธิของประชาชาติท้องถิ่นดั้งเดิมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples: UNDRIP) ซึ่งให้ความสำคัญกับสิทธิในการกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง สิทธิทางวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องที่มีผลกระทบต่อตนเอง ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับที่ดิน เขตแดน และทรัพยากรธรรมชาติ

            ในเวทีเสวนาดังกล่าว ยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมองและให้ความสำคัญกับการแก้ไขอคติและภาพเหมารวมต่อกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกลุ่มชาติพันธุ์กับปัญหาไฟป่า การเผา ฝุ่นละออง PM2.5 หรือการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในลักษณะเหมารวม ซึ่งอาจนำไปสู่การตีตรา การเลือกปฏิบัติ และการลดทอนคุณค่าของกลุ่มชาติพันธุ์ การสื่อสารสาธารณะเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวจึงควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง หลักสิทธิมนุษยชน และบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงนำองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวิถีปฏิบัติของชุมชนมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม การจัดงานในครั้งนี้ สำนักงาน กสม. ในฐานะองค์กรร่วมจัดงานได้ร่วมจัดกิจกรรมที่สำคัญ ประกอบด้วย กิจกรรมประกาศเจตนารมณ์ ร่วมก่อ ทอฝัน สานพลัง ขับเคลื่อนกฎหมายชาติพันธุ์ การจัดตั้งนิทรรศการ ร่วมกิจกรรมเฉลิมฉลองเนื่องในวันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยและวันชนเผ่าพื้นเมืองโลก และร่วมเรียนรู้และลิ้มรส อาหารชนเผ่าพื้นเมืองจากภูผาสู่มหานที

            คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยมุ่งผลักดันให้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 สามารถนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการดำรงวิถีชีวิต อัตลักษณ์ วัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของชุมชน และการเข้าถึงสิทธิและบริการของรัฐ โดย กสม. มีบทบาทในการติดตาม ตรวจสอบข้อเท็จจริง รับเรื่องร้องเรียน ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะประเด็นที่ดินและที่ทำกิน พื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่อนุรักษ์ สถานะบุคคลและสัญชาติ ตลอดจนการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

            ดังนั้นเวที Policy Forum ครั้งที่ 79 จึงนับเป็นพื้นที่สำคัญในการทบทวนผลการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ในช่วง 1 ปีแรก และร่วมกันกำหนดทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไป โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจาก “การรับรองสิทธิในบทบัญญัติของกฎหมาย” ไปสู่ “การคุ้มครองสิทธิที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของประชาชน” พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจต่อสังคมว่า ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิต มิใช่อุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ หากแต่เป็นคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรมที่ควรได้รับการยอมรับ เคารพ และคุ้มครองภายใต้หลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และหลักสิทธิมนุษยชน

เลื่อนขึ้นด้านบน