กสม.ศยามล ประชุมการแก้ไขปัญหาการจัดตั้ง การขยายเขตป่าชุมชนที่มีการทับซ้อนที่ดินของรัฐ การบริหารจัดการ และการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชุมชน

10/08/2569 63

            วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายเดโช ไชยทัพ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) นางสาวพิมพ์ดาว จันทรขันตี ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 และคณะเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ได้ประชุมหารือเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาสิทธิที่ดินในกระบวนการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้แทนกรมป่าไม้ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและติดตามการปฏิรูปกฎหมายและการยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จังหวัดเชียงใหม่ กรมที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และตัวแทนผู้ร้อง ณ ห้องประชุม 606 สำนักงาน กสม.

            ที่ประชุมได้รับทราบปัญหาสำคัญจากประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประสบปัญหาความล่าช้าในการขอจัดตั้งและขยายเขตป่าชุมชน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาการทับซ้อนกับที่ดินของรัฐประเภทอื่น อาทิ อุทยานแห่งชาติแม่โถ (เตรียมการ) ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ป่าเศรษฐกิจ เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และที่สาธารณประโยชน์ โดยแม้จะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 แล้ว แต่ยังคงประสบปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากขาดความชัดเจนของแนวเขตที่ดินของรัฐที่ทับซ้อนกันการบังคับใช้กฎหมายที่แตกต่างกัน รวมถึงพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชน โดยเห็นว่าความล่าช้าในกระบวนการดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนสูญเสียโอกาสในการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนอย่างเต็มศักยภาพ ทั้งในด้านการป้องกันไฟป่า การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต

            กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเห็นว่า ปัญหาป่าชุมชนในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางภูมิประเทศและมีความทับซ้อนของเขตที่ดินของรัฐหลายประเภท การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยการปฏิรูปกฎหมายที่ครอบคลุมและการสร้างกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส โดยกลไกในระดับจังหวัดจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการผลักดันให้มีกฎหมายกลางที่จะบัญญัติให้ทุกพื้นที่สามารถมีการตั้งป่าชุมชนได้ และการสนับสนุนด้านงบประมาณและบุคลากร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อความยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

เลื่อนขึ้นด้านบน