กสม. เดินหน้าคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในกระบวนการพัฒนาเมือง จัดเวทีอีสานสัญจรถกร่างกฎหมายพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (TOD) ชี้ 4 ประเด็นเสี่ยงกระทบสิทธิประชาชน

31/07/2569 22

          เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่ศาลาประชาคมจังหวัดขอนแก่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “กสม. อีสานสัญจร ครั้งที่ 2” หัวข้อ “การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างกฎหมายการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit-Oriented Development หรือ TOD)” เพื่อทำหน้าที่ตามกฎหมายในการติดตามตรวจสอบนโยบายและโครงการของรัฐที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนของประชาชน โดยมีผู้เข้าร่วมจากภาคประชาชน ชุมชน ภาคประชาสังคม หน่วยงานภาครัฐ และนักวิชาการกว่า 400 คน

          • สิทธิในที่อยู่อาศัยคือแกนกลางของการจัดงาน

นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำว่า สิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอและสิทธิในที่อยู่อาศัยเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี การพัฒนาเมืองจึงต้องยอมรับความหลากหลายของวิถีชีวิต เนื่องจากผู้มีรายได้น้อยไม่จำเป็นต้องอยู่อาศัยในอาคารสูงเสมอไป นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงสิทธิชุมชน สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี และที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและความโปร่งใสในการตรวจสอบโครงการพัฒนาของรัฐ ซึ่งเป็นหลักการที่ กสม. ยึดถือในการพิจารณากฎหมายและนโยบายทุกฉบับที่อาจกระทบต่อสิทธิของประชาชน

          นายภพธรรม สุนันธรรม ผู้อำนวยการสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดขอนแก่น อุดรธานี และนครราชสีมา ที่อาจได้รับผลกระทบจากร่างกฎหมายดังกล่าว สร้างความตระหนักรู้ในสาระสำคัญของร่างกฎหมาย และนำข้อมูลที่ได้ไปจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนเสนอต่อรัฐบาลต่อไป

          • 4 ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่ กสม. หยิบยกขึ้นพิจารณา

จากการวิเคราะห์เนื้อหาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ในและโดยรอบโครงสร้างพื้นฐานทางราง พ.ศ. …. ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กสม. พบว่ามีบทบัญญัติหลายมาตราที่ให้อำนาจพิเศษแก่กลไกภาครัฐเพื่อความรวดเร็วในการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนใน 4 มิติสำคัญ สรุปได้ดังนี้

          (1) สิทธิในทรัพย์สินและการถูกบังคับย้ายถิ่นฐาน จากบทบัญญัติที่เปิดช่องให้ขยายระยะพื้นที่พัฒนาเกิน 500 เมตรจากโครงสร้างพื้นฐานและกำหนดให้การเวนคืนที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่รอบสถานีถือเป็น “ประโยชน์สาธารณะ” อาจนำไปสู่การเวนคืนที่ดินของประชาชนโดยเจ้าของเดิมไม่เต็มใจ

          (2) สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีและสุขภาวะ จากกรอบเวลาพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA/EHIA) ที่กำหนดไว้เพียง 120 วัน อาจทำให้การประเมินผลกระทบขาดความรอบคอบและละเลยมิติด้านสังคมและวิถีชุมชน

          (3) สิทธิในการมีส่วนร่วมและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร จากกลไกที่ให้ผังโครงการมีฐานะเป็น “ผังเมืองเฉพาะ” ทันทีเมื่อได้รับอนุมัติ อาจตัดขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะตามกระบวนการผังเมืองปกติ

          และ (4) สิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มเปราะบาง การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่รอบสถานีมีความเสี่ยงที่จะผลักดันให้ค่าครองชีพและราคาที่ดินสูงขึ้น และทำให้ชุมชนดั้งเดิมและผู้มีรายได้น้อยต้องย้ายออกจากพื้นที่ (Gentrification)

ประเด็นทั้งสี่นี้เป็นกรอบสำคัญที่ กสม. ใช้ในการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนตลอดการจัดกิจกรรม

          • เสียงประชาชนยืนยันความกังวลตรงตามกรอบสิทธิมนุษยชน

ในเวทีรับฟังความคิดเห็น ตัวแทนชุมชนและภาคประชาชนได้สะท้อนความกังวลที่สอดคล้องกับประเด็นสิทธิมนุษยชนดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะชุมชนที่เช่าที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยและมีสถานะเป็นชุมชนบ้านมั่นคง อาทิ นายสัมฤทธิ์ ดีพุ่ม ประธานชุมชนหนองวัด 2 เสนอให้รัฐรับรองสิทธิการเช่าของชุมชนระยะยาวไม่น้อยกว่า 99 ปี ในอัตราค่าเช่าที่เป็นธรรม พร้อมจัดสรรพื้นที่ประกอบอาชีพ ขณะที่ตัวแทนชุมชนพัฒนาเทพารักษ์สะท้อนความกังวลหลังต่อสู้เรื่องสิทธิที่ดินมานานกว่าจะได้รับการรับรองเป็นชุมชนบ้านมั่นคง และหวั่นเกรงว่าจะถูกไล่รื้ออีกครั้ง

          ในประเด็นสิทธิในสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วม ตัวแทนภาคประชาชนตั้งข้อสังเกตต่อผังแนวคิด TOD ที่ระบายพื้นที่พาณิชยกรรมทับพื้นที่ชุมชนดั้งเดิม และเรียกร้องให้ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายมาจากกระบวนการสรรหาที่โปร่งใส ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ย้ำเตือนว่าบทบัญญัติเรื่องการเวนคืนยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากเปิดช่องให้ตีความว่าการพัฒนา TOD เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะได้ ซึ่งอาจกระทบสิทธิในทรัพย์สินของประชาชนโดยตรง

          ด้านสิทธิของกลุ่มเปราะบาง นายวีรนันท์ ฮวดศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เสนอให้กำหนดสัดส่วนพื้นที่อยู่อาศัยราคาถูก (Affordable Housing) ไว้ในรัศมี 500 เมตรรอบสถานี เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยยังคงเข้าถึงที่อยู่อาศัยในพื้นที่พัฒนาได้ สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ขณะที่ ดร.นิชา ตันติเวสส จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งคำถามถึงการคุ้มครองกลุ่มผู้ที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุดในกระบวนการพัฒนาเมือง

          • สนข. ยืนยันปรับปรุงกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชน

          ผู้แทนสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ชี้แจงว่าร่างกฎหมาย TOD ฉบับปรับปรุงได้นำข้อเสนอจากภาคประชาชนมาบรรจุไว้แล้วหลายประเด็น อาทิ กำหนดให้การพัฒนาพื้นที่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้เช่าที่ดินของรัฐก่อนดำเนินการ กำหนดให้ผู้ขอพัฒนาโครงการต้องจัดทำแผนพัฒนาหรือแผนอนุรักษ์และฟื้นฟูที่อยู่อาศัยรองรับผู้มีรายได้น้อยดั้งเดิม และยืนยันว่าการเวนคืนจะเป็นมาตรการสุดท้ายที่ใช้ต่อเมื่อไม่มีวิธีการอื่นเท่านั้น พร้อมรับข้อเสนอเรื่องการกันสัดส่วนที่อยู่อาศัยราคาถูกไปพิจารณากำหนดในกฎหมายลำดับรองต่อไป

          • กสม. เดินหน้าจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

          ในช่วงท้ายของกิจกรรม กสม. และ สนข. ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า สนข. จะร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมอีก 2 ครั้งในพื้นที่ภาคใต้และกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้างยิ่งขึ้น โดย กสม. จะรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อห่วงกังวลด้านสิทธิมนุษยชนทั้งหมดจากเวทีครั้งนี้ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีในการปรับปรุงร่างกฎหมาย TOD ให้มีกลไกคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เพียงพอ ครอบคลุม และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล

          การจัดกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ กสม. ในการส่งเสริมให้กระบวนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศดำเนินไปควบคู่กับหลักการเคารพ คุ้มครอง และเติมเต็มสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิของกลุ่มเปราะบางและชุมชนผู้มีรายได้น้อยที่มักได้รับผลกระทบโดยตรงจากการพัฒนาเมืองในทุกยุคสมัย

เลื่อนขึ้นด้านบน