กสม.ศยามล เข้าร่วมงานสมัชชาเครือข่ายป่าชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 6

29/07/2569 53

          เมื่อวันที่ 24 - 25 กรกฎาคม 2569 ที่ห้องประชุมสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สำนักส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคเหนือ ร่วมงานสมัชชาเครือข่ายป่าชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 6 เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายป่าชุมชน เกี่ยวกับสถานการณ์การจัดการป่าชุมชนในประเทศไทย สถานการณ์ไฟป่า และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

          กิจกรรมวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการจัดการป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชน มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและชุมชน โดยมีแนวทางสำคัญประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) พัฒนากลไกการบริหารจัดการเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ให้มีความเข้มแข็ง โดยส่งเสริมการทำงานของคณะทำงานทุกระดับ การเชื่อมโยงเครือข่ายกับภาคส่วนต่าง ๆ การพัฒนาฐานข้อมูลกลางของเครือข่าย และการจัดทำแผนงานพร้อมระบบติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ 2) ยกระดับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของเครือข่ายป่าชุมชน โดยให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนบริหารจัดการป่าชุมชน การป้องกันไฟป่าและลดปัญหาฝุ่น PM2.5 การฟื้นฟูระบบนิเวศและอนุรักษ์ทรัพยากร ตลอดจนการนำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการติดตามสถานการณ์ พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมและบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3) ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนอย่างยั่งยืนและสร้างเศรษฐกิจฐานทรัพยากร ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากป่าชุมชน การเพิ่มมูลค่าทรัพยากรท้องถิ่น การท่องเที่ยวโดยชุมชน การเชื่อมโยงตลาดและเครือข่ายผู้ประกอบการ รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบด้านเศรษฐกิจจากป่าชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรควบคู่กับการอนุรักษ์อย่างสมดุล

          4) พัฒนากลไกสนับสนุนเครือข่ายป่าชุมชนจากทุกภาคส่วน โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกองทุนหรือภาคีที่เกี่ยวข้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนงบประมาณ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพของเครือข่าย เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือที่เป็นระบบและ 5) ขับเคลื่อนการพัฒนานโยบายและการปฏิรูปกฎหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยส่งเสริมการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคประชาชน การติดตามสถานการณ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชน การเชื่อมโยงกับกลไกฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ ตลอดจนติดตามข้อเสนอและผลการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การขับเคลื่อนดังกล่าวมี ปัจจัยสนับสนุนร่วม ได้แก่ การมีส่วนร่วมของชุมชนทุกระดับ การสื่อสารและสร้างการรับรู้ การพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง การจัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ การบริหารงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ การเชื่อมโยงภาคีด้านป่า ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

          กิจกรรมวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นวิทยากรและกล่าวบรรยายถึงหัวข้อ “การพัฒนาข้อเสนอทางกฎหมาย นโยบายในการขับเคลื่อนป่าชุมชนและการจัดการทรัพยากรร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” โดยกล่าวถึงการผลักดัน สิทธิชุมชนและป่าชุมชนในประเทศไทย มีพัฒนาการมาอย่างยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ จากการต่อสู้ของประชาชนและชุมชนที่เผชิญกับข้อจำกัดจากนโยบายและกฎหมายของรัฐ สู่การสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการและการยอมรับแนวคิดเรื่อง “สิทธิชุมชน” และ “ป่าชุมชน” จนได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และต่อมามีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ถือเป็นก้าวสำคัญในการรับรองบทบาทของชุมชนในการมีส่วนร่วมอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม แม้มีกฎหมายรองรับแล้ว แต่การดำเนินงานในทางปฏิบัติยังคงเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ ทั้งขั้นตอนและระเบียบที่มีความซับซ้อนและสร้างภาระแก่ประชาชน ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครื่องมือในการจัดทำแผนที่ ตลอดจนปัญหาความทับซ้อนของอำนาจหน้าที่และกฎหมายระหว่างหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งยังมีข้อจำกัดต่อการอยู่อาศัยและการจัดการป่าของชุมชน โดยภาคเหนือมีความเข้มแข็งของเครือข่ายและมีรูปแบบการจัดการป่าชุมชนที่ชัดเจน นอกจากนี้ ในวันดังกล่าว นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้กล่าวถึงบทบาทของสำนักงาน กสม. ในการมุ่งมั่นเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยปัจจุบันสำนักงาน กสม. ได้มีการขยายพื้นที่ในส่วนของสำนักงาน กสม.พื้นที่ภาคเหนือ เพื่อรองรับภารกิจที่ครอบคลุมทั้งในเรื่องการรับเรื่องร้องเรียน การเฝ้าระวัง การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขอิงประชาชนในพื้นที่

          การจัดงานในครั้งนี้ สำนักงาน กสม. ได้ร่วมจัดกิจกรรมที่สำคัญ ประกอบด้วย เวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ แลกเปลี่ยนบทเรียนการจัดการป่าชุมชนและทรัพยากร การจัดตั้งนิทรรศการการขับเคลื่อนป่าชุมชน การมอบใบประกาศเกียรติคุณ "ชุมชนร่วมจัดการป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติเพื่อสังคม" การนำเสนอแผนและข้อเสนอการจัดการป่าไม้และทรัพยากร การเสวนา "ยกระดับการขับเคลื่อนป่าชุมชนและการจัดการทรัพยากรภายใต้สถานการณ์ใหม่" ร่วมกับนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานภาครัฐ

          คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เห็นความสำคัญของสิทธิชุมชนโดยการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมกับการนำกลไกสิทธิมนุษยชนและเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลัง เพื่อประกอบการพิสูจน์สิทธิและประวัติการอยู่อาศัยของชุมชน รวมทั้งนำหลักสิทธิมนุษยชนสากลมาใช้พิจารณาสิทธิในที่ดินและทรัพยากรของประชาชน ตลอดจนตรวจสอบกฎหมายและระเบียบที่อาจสร้างภาระแก่ประชาชนเกินสมควรตามหลักการของรัฐธรรมนูญ สำหรับแนวทางการผลักดันสิทธิชุมชนและป่าชุมชนในระยะต่อไป ควรมุ่งเน้น การปฏิรูประเบียบและลดขั้นตอนการจัดตั้งป่าชุมชน ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิได้ง่ายขึ้น การกระจายอำนาจและงบประมาณสู่ท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนชุมชนด้านเทคโนโลยีและการจัดการทรัพยากร การบริหารจัดการร่วมระหว่างรัฐกับชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนและสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน รวมถึงการเชื่อมโยงการจัดการป่าชุมชนกับการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และอากาศสะอาด ดังนั้น การขับเคลื่อนในอนาคตจึงควรยึดหลักว่า “กฎหมายป่าชุมชนต้องเป็นกฎหมายที่อำนวยความสะดวก ไม่ใช่สร้างภาระ” พร้อมทั้งยอมรับและส่งเสริมองค์ความรู้จากชุมชนในฐานะผู้ที่อยู่กับป่าและมีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้เกิดการจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วม เป็นธรรม และยั่งยืน อันจะนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างสมดุล

เลื่อนขึ้นด้านบน