กสม. วสันต์ ประชุมหารือร่วมกับ รมว.พม. ขับเคลื่อนงานด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

20/07/2569 56

          เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. นายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนางสาวหรรษา  หอมหวล เลขาธิการ กสม. นายภาณุวัฒน์  ทองสุข รองเลขาธิการ กสม. และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. หารือร่วมกับนายนิกร  โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พร้อมด้วยนายชนินทร์  รุ่งธนเกียรติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ นายวัชรากรณ์  เลิศด้วยลาภ เลขานุการรัฐมนตรีฯ นางอภิญญา  ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน นายโชคชัย  วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางการทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนงานคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิผู้สูงอายุ และสิทธิเด็ก ณ ห้องประชุม ชั้น 9 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

          ในประเด็นสิทธิผู้สูงอายุ ประเด็นหารือ ประกอบด้วย

          1. การขยายอายุการทำงานด้วยความสมัครใจและการลดการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอายุ โดยกรมกิจการผู้สูงอายุได้มีการผลักดันผ่านกลไกทางกฎหมายและโครงการความร่วมมือต่าง ๆ อาทิ การปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติผู้สูงอายุโดยกำหนดให้รัฐจัดให้มีมาตรการสนับสนุนให้นายจ้างทั้งภาครัฐและเอกชนรับผู้สูงอายุเข้าทำงาน การจัดทำความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อสร้างโอกาสงานที่เหมาะสมกับวัยและประสบการณ์ และการสนับสนุนอาชีพอิสระด้วยการให้กู้ยืมเงินทุนประกอบอาชีพจากกองทุนผู้สูงอายุ

          2. การลดการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอายุ (Ageism) รัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างเจตคติใหม่ในสังคมเพื่อลดอคติต่อผู้สูงอายุผ่านแนวทางดังต่อไปนี้ การสร้างความตระหนักในคุณค่า ด้วยการจัดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติเพื่อเชิดชูเกียรติและทำให้สังคมยอมรับในศักดิ์ศรีและศักยภาพของผู้สูงอายุ การถ่ายทอดภูมิปัญญา ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเป็นผู้ให้ผ่าน "คลังปัญญาผู้สูงอายุ" และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

          3. การสร้างหลักประกันรายได้ที่ครอบคลุมถ้วนหน้าเพื่อให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ โดยจะกำหนด "มาตรฐานค่าครองชีพผู้สูงอายุ" ที่สะท้อนต้นทุนจริง โดยอิงตามดัชนีเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ การสร้างระบบบำนาญแห่งชาติ ที่มุ่งสร้างความยั่งยืนทางการคลังโดยบูรณาการสวัสดิการรัฐ บำนาญภาคบังคับ และการออมภาคสมัครใจ เพื่อดูแลกลุ่มแรงงานนอกระบบ การส่งเสริมการมีงานทำ โดยร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อจ้างงานผู้สูงอายุในตำแหน่งที่เหมาะสม และมีกองทุนผู้สูงอายุให้กู้ยืมประกอบอาชีพแบบไม่มีดอกเบี้ย รายละไม่เกิน 30,000 บาท

          4. การส่งเสริมการดำรงชีวิตในถิ่นที่อยู่เดิม (Ageing in Place) อาทิ โครงการผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน ด้วยการพัฒนาศักยภาพผู้บริบาลเพื่อดูแลพิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุ โครงการครอบครัวอุปถัมภ์ ด้วยการสนับสนุนเงิน 2,000 บาท/คน/เดือน ให้แก่ครอบครัวที่ดูแลผู้สูงอายุยากจนและไม่มีผู้ดูแล เพื่อให้ผู้สูงอายุได้อยู่ในชุมชนเดิม และโครงการการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย โดยจะปรับวงเงินการซ่อมแซมจากหลังละ 40,000 บาท เป็น 60,000 บาท ในปี 2570

          5. การขับเคลื่อนสิทธิผู้สูงอายุในระดับสากล ในส่วนอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิผู้สูงอายุ ทาง พม.พร้อมร่วมกับ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในการผลักดันให้มีตราสารระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในระดับสากล

          ในประเด็นสิทธิเด็ก มุ่งเน้นไปที่การทำงานระหว่าง กสม. กับ พม. ประกอบด้วย 

         1. การขับเคลื่อนการดูแลเด็กในสถานสงเคราะห์ของภาครัฐและเอกชนเพื่อมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนแนวทางการดูแลเด็กให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและกฎหมายในประเทศ โดยมีสาระสำคัญคือ (1) เน้นให้เด็กเติบโตในสภาพแวดล้อมแบบครอบครัวตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กโดยให้สถานสงเคราะห์เด็กเป็นทางเลือกสุดท้ายและใช้เวลาให้สั้นที่สุด ภายหลังจากครอบครัวอุปถัมภ์และครอบครัวทดแทน (2) ประเด็นสถานะของสถานรองรับเด็กปรากฏว่าภาครัฐมีทั้งหมด 108 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นบ้านพักเด็กและครอบครัว ส่วนเอกชนมีทั้งหมด 299 แห่ง ซึ่งพบว่าประมาณร้อยละ 55.20 ยังไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย โดยมีสาเหตุจากการไม่ทราบวิธีการขอรับใบอนุญาต คุณสมบัติของผู้ยื่นขอไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวง หรือไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิ์ในการใช้สถานที่ (3) แนวทางการขับเคลื่อน มีมติให้เร่งตรวจสอบและกำกับดูแลสถานรองรับเอกชนทั้งที่ได้รับและไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเน้นความปลอดภัยและมาตรฐานขั้นต่ำ และมีการจัดทำโครงการนำร่องใน 4 จังหวัดที่มีสถานรองรับเอกชนหนาแน่น ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก และกาญจนบุรี ระหว่างเดือนสิงหาคม 2569 - กุมภาพันธ์ 2570 โดยได้รับการสนับสนุนจาก UNICEF ทั้งนี้ กสม. และ รมว. พม. เห็นด้วยกับมาตรการการคัดกรองเด็กเข้าสถานรับเลี้ยงเด็ก สถานแรกรับ สถานสงเคราะห์เด็ก เพื่อป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากเด็ก รวมถึงเพื่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของเด็กอันเป็นหลักการสำคัญในอนุสัญญาสิทธิเด็ก

          ประเด็นที่ 2 การสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา เป็นการดำเนินงานเพื่อทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยและเป็นกลไกคุ้มครองเด็กที่มีประสิทธิภาพ โดยมีรายละเอียด คือ (1) มีโครงการโรงเรียนปลอดภัย (4+6 โมเดล พลัส) กรมกิจการเด็กและเยาวชนดำเนินโครงการนำร่องในปีงบประมาณ 2569 ร่วมกับสถานศึกษา 308 แห่ง เพื่อยกระดับให้โรงเรียนเป็นกลไกคุ้มครองเด็กระดับตำบลและจังหวัด (2) ความร่วมมือระดับกระทรวง มีการเตรียมจัดตั้ง "ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ" เพื่อปกป้องนักเรียนและบุคลากรจากความรุนแรงทุกรูปแบบ (3) การลงนาม MOU ร่วมกับ 17 หน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายความปลอดภัยและพื้นที่สร้างสรรค์ในสถานศึกษา โดยเน้นการออกแบบระบบการส่งต่อ (Referral System) และการคุ้มครองผู้เรียนที่มีความเสี่ยง ทั้งนี้ มีแผนพัฒนาระบบคุ้มครองเด็กในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (โรงเรียน ตชด.) 220 แห่งทั่วประเทศ เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่เผชิญปัญหาด้านสุขอนามัย คุณภาพชีวิต และสิทธิสถานะบุคคล จากการเลือกโรงเรียนนำร่องใน 7 จังหวัด (เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา ตาก ราชบุรี กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์) เพื่อเป็นต้นแบบโรงเรียนปลอดภัย

เลื่อนขึ้นด้านบน