กสม. จัดประชุมขับเคลื่อนความร่วมมือคุ้มครองสิทธิผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี

19/06/2569 15

          เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) จัดประชุมขับเคลื่อนความร่วมมือในการคุ้มครองสิทธิผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ณ สำนักงาน กสม. และผ่านระบบ Zoom Meeting โดยมีผู้แทนสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้แทนกรมราชทัณฑ์ รวมถึงเรือนจำและทัณฑสถานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ทัณฑสถานหญิงกลาง ทัณฑสถานวัยหนุ่มกลาง เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เรือนจำกลางพิษณุโลก เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช เรือนจำกลางสงขลา เรือนจำกลางขอนแก่น เรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สถานกักขังกลางจังหวัดปทุมธานี และสถานกักขังกลางจังหวัดลำปาง เข้าร่วม พร้อมได้รับเกียรติจากนายสมชาย หอมลออ ทนายความอาวุโส และรองศาสตราจารย์ ดร.ปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อเสนอแนะ

          นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กล่าวเปิดการประชุมว่า กสม. ให้ความสำคัญกับประเด็นสิทธิในกระบวนการยุติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมสำหรับทุกคน (Access to Justice for All) และการเสริมสร้างหลักประกันด้านสิทธิมนุษยชนภายใต้หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ (Presumption of Innocence) ซึ่งได้รับการรับรองทั้งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีจึงต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และคำนึงถึงสถานะทางกฎหมายของบุคคลซึ่งยังมิได้รับการพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิด

          ที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในประเด็นสำคัญ 4 ประการ ดังนี้

          1. การเข้าถึงทนายความและการปรึกษาคดีอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวยังมีข้อจำกัดด้านสถานที่ ความเป็นส่วนตัว และเงื่อนไขการเข้าพบทนายความที่แต่ละเรือนจำกำหนดต่างกัน กระทบต่อหลักความเสมอภาคของคู่ความ (Equality of Arms) โดยที่ประชุมเสนอให้ขยายการใช้เทคโนโลยีประชุมทางไกล (video conference) เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงทนายความ

          2. การใช้เครื่องพันธนาการ ปัจจุบันยังมีการใช้กุญแจเท้าระหว่างเคลื่อนย้ายผู้ต้องขังไปศาล ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดแมนเดลา (Mandela Rules) ที่ให้ใช้เครื่องพันธนาการเฉพาะกรณีจำเป็นและห้า       ก่อให้เกิดความเจ็บปวดหรือความอับอาย โดยที่ประชุมเสนอให้ทบทวนหลักเกณฑ์และประเภทของเครื่องพันธนาการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

          3. การแต่งกายและทรงผมของผู้ต้องขัง รูปแบบการแต่งกายที่เฉพาะเจาะจงของผู้ต้องขังอาจก่อให้เกิดการตีตราหรือสร้างการรับรู้ว่าบุคคลนั้นกระทำความผิดแล้ว ที่ประชุมเสนอให้ทบทวนหลักเกณฑ์โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพศสภาพ ความเชื่อ ศาสนา และวัฒนธรรม

          4. การเข้าถึงฮอร์โมนและบริการทางการแพทย์ แม้ สปสช. สนับสนุนการเข้าถึงฮอร์โมนสำหรับผู้ต้องขังที่มีความหลากหลายทางเพศ แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณ ที่ประชุมเสนอให้ส่งเสริมการเข้าถึงบริการดังกล่าวอย่างเหมาะสมและปราศจากการเลือกปฏิบัติ

          นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า แม้กรมราชทัณฑ์มีการปรับปรุงมาตรการและแนวปฏิบัติเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้ต้องขังภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร และความแออัดของเรือนจำมาอย่างต่อเนื่อง แต่สถิติผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีที่ยังสูงถึงร้อยละ 29 สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงเสนอให้มุ่งลดการใช้การคุมขังเท่าที่จำเป็น ผ่านการลดทอนความเป็นอาชญากรรม (decriminalization) การใช้มาตรการทางเลือกแทนการคุมขัง และการอนุญาตปล่อยชั่วคราวเป็นหลักในชั้นศาล พร้อมเร่งผลักดันมาตรการคุมขังนอกเรือนจำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89/1 ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และส่งเสริมความร่วมมือกับศาลยุติธรรมเพื่อลดความแออัดในเรือนจำ

          ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการประชุมครั้งนี้ ประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งข้อเสนอแนะการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องต่อไป

เลื่อนขึ้นด้านบน