ประธาน กสม. หารือ OECD และ TIJ แลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายด้านกระบวนการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ภายใต้โครงการ Justice Scan

17/06/2569 9

          เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ พร้อมด้วยที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  รัตติกุล จันทร์สุริยา และเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรรษา หอมหวล ให้การต้อนรับคณะผู้แทนองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) นำโดย ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงานอำนวยการด้านธรรมาภิบาลภาครัฐ (Public Governance Directorate) Ms. Maaike de Langen และคณะ โดยมีรองผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ดร.อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ TIJ เข้าร่วมการหารือ ภายใต้โครงการ Justice Scan ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง OECD และ TIJ เพื่อศึกษาวิเคราะห์ระบบยุติธรรมของประเทศไทยตามกรอบมาตรฐานสากล

          การหารือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดทำรายงาน Justice Scan of Thailand ซึ่งมุ่งประเมินความท้าทายและโอกาสในการพัฒนาระบบยุติธรรมไทยใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ความยุติธรรมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People-Centred Justice) ธรรมาภิบาลในระบบยุติธรรม (Justice Governance) และกระบวนการยุติธรรมทางอาญา (Criminal Justice) เพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายและการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรมและมาตรฐานสากล

          ในโอกาสนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้นำเสนอข้อมูลสถานการณ์และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม โดยชี้ให้เห็นว่าประเด็นสิทธิในกระบวนการยุติธรรมยังคงเป็นเรื่องร้องเรียนสูงสุดที่ กสม. ได้รับอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความจำเป็นในการพัฒนาระบบยุติธรรมให้เข้าถึงได้ โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น

          กสม. ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อประเด็นท้าทายสำคัญหลายด้าน อาทิ การเข้าถึงสิทธิในการปล่อยชั่วคราวของผู้ต้องหาและจำเลย โดยเฉพาะในคดีทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานอื่น รวมถึงสิทธิในการศึกษาของเด็กและเยาวชน ตลอดจนการส่งเสริมมาตรการทางเลือกแทนการควบคุมตัวเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความยุติธรรม นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการพิจารณาคดีพลเรือนในศาลทหาร ซึ่ง กสม. เห็นว่าการกำหนดเขตอำนาจศาลให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากลและหลักการพิจารณาคดีโดยศาลที่มีความเป็นอิสระและเป็นกลาง จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อกระบวนการยุติธรรมและหลักนิติธรรม

          สำหรับประเด็นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามพันธกรณีระหว่างประเทศ กสม. ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีข้อกังวลในเชิงหลักการเกี่ยวกับการปฏิบัติตามหลักไม่ผลักดันบุคคลกลับไปเผชิญอันตราย (Non-Refoulement) ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 รวมทั้งพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

          ที่ประชุมยังได้หารือถึงสถานการณ์ความแออัดในเรือนจำไทย โดย กสม. เสนอให้ส่งเสริมมาตรการทางเลือกแทนการจำคุก การแยกผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีออกจากนักโทษเด็ดขาด และการพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ กสม. ยังได้สะท้อนข้อเสนอเชิงระบบเกี่ยวกับการป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ (SLAPPs) การยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัว การเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน และการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในกระบวนการยุติธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันยุติธรรมและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม

          ทั้งนี้ ผู้แทน OECD และ TIJ จะนำข้อมูลและข้อคิดเห็นจากการหารือไปประกอบการจัดทำรายงาน Justice Scan of Thailand เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงนโยบายสำหรับการพัฒนาระบบยุติธรรมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตลอดจนสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานด้านหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลต่อไป

เลื่อนขึ้นด้านบน