กสม.ศยามล เป็นวิทยากรให้ความรู้แก่บุคลากรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระดับสารวัตรขึ้นไป

09/06/2569 6

          เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. ที่สถาบันส่งเสริมงานสอบสวน ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นวิทยากรในหลักสูตรการพัฒนาผู้ทำหน้าที่นิติกรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบสำนวนอัยการและให้ความเห็นทางกฎหมาย ระดับสารวัตรขึ้นไป รุ่นที่ 11

          ในหลักสูตรดังกล่าว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ให้ความรู้ในหัวข้อ หลักสิทธิมนุษยชนกับการปฏิรูปในประเด็นที่สำคัญ 5 ประเด็น ดังนี้

          1) สิทธิมนุษยชนตามกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยนำทฤษฎีมาใช้บังคับภายในประเทศ การยกระดับสิทธิมนุษยชนจึงไม่ใช่เพียงการลงนามในสนธิสัญญา แต่คือการลงมือทำให้มาตรฐานสากลกลายเป็นความจริงในระบบกฎหมายภายในประเทศ

          2) การบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลให้สูญหาย โดยเสนอแนะให้ปฏิรูประบบการเยียวยาจิตใจโดยใช้ผลประเมินตรงจากคณะแพทย์นิติเวช/จิตเวชที่แพทยสภารับรองและตั้งสถาบันเยียวยาเฉพาะทางของรัฐ จัดตั้งกองทุนเฉพาะกิจเพื่อการดูแลเหยื่อและครอบครัวในระยะยาวไม่ใช่แค่การจ่ายเงินก้อนจบ กฎเหล็กบอดี้แคมขั้นสูงสุดมีข้อสันนิษฐานเบื้องต้นในทางอาญาว่าเจ้าหน้าที่มีเจตนาปกปิดข้อเท็จจริงหากไฟล์สูญหายมีความผิดวินัยร้ายแรง แยกการคุ้มครองพยานให้เป็นอิสระออกจากตำรวจและกองทัพ ตบอดจนประกันความปลอดภัยให้ผู้แจ้งเบาะแสไม่ต้องหวาดกลัวอิทธิพลในพื้นที่

          3) การค้ามนุษย์กับการบังคับใช้กฎหมาย โดยเสนอแนะให้ปฏิรูประบบคุ้มครองเหยื่อต่างชาติสร้างแรงจูงใจในการเป็นพยาน บังคับใช้หลักการไม่ลงโทษเหยื่อและคัดแยกเหยื่ออกจากกลุ่มสแกมเมอร์ อบรมจิตวิทยาบาดแผลทางใจให้แก่เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม สนับสนุนงบประมาณให้แก่องค์กรภาคประชาสังคมด่านหน้าเพื่อขยายทรัพยากรด้านล่าม นักจิตวิทยา และที่ปรึกษากฎหมาย

          4) สิทธิชุมชนและสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี กรณี พ.ร.บ.อากาศสะอาด เห็นว่ากฎหมายบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ต้องไม่จำกัดอยู่เพียงการตั้งคณะกรรมการและกำหนดข้อห้าม แต่ต้องเป็น “พิมพ์เขียวแห่งความเป็นธรรม” ที่มอบสิทธิ อำนาจ และเครื่องมือให้ประชาชนในการทวงคืนลมหายใจของตนเอง

          5) ทุจริตกับสิทธิมนุษยชน การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยไม่ใช่ความบกพร่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญแต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากระบบทุจริตที่หยั่งรากลึก โดยเสนอแนะให้ปฏิรูประบบคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสด้วยฐานสิทธิมนุษยชน โดยผลักดัน พ.ร.บ.ต่อต้านการฟ้องปิดปากอย่างเต็มรูปแบบเพื่อสร้างหลักประกันที่ปลอดภัยแก่ผู้พิทักษ์ประโยชน์สาธารณะ สร้างการทำงานข้ามสถาบัน สร้างความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก ร่วมกันชี้เป้า ติดตาม และสืบสวนพฤติการณ์ในพื้นที่หรือโครงการพัฒนาที่มีความเสี่ยงสูงต่อการละเมิดสิทธิและการเบียดบังงบประมาณสาธารณะ ขับเคลื่อนผ่านกลไกตรวจสอบระดับสากล โดยรวมประเด็นการประเมินนโยบายทุจริตเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทบทวนสิทธิมนุษยชนสากล ผ่านกลไก UPR (Universal Periodic Review) และคณะกรรมการประจำสนธิสัญญา (Treaty Bodies)

เลื่อนขึ้นด้านบน