กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 19/2569 กสม. กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระมัดระวังการเผยแพร่ภาพและนำสื่อมวลชนทำข่าวการจับกุมผู้ต้องหา ย้ำให้เคารพสิทธิในความเป็นส่วนตัว - ตรวจสอบกรณีผู้ต้องขังเรือนจำกลางสุรินทร์ถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกาย ระบุการลงโทษไม่เป็นไปตามกฎหมาย เสนอคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ร่วมตรวจสอบ

29/05/2569 20

                วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ นายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 19/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้

1. กสม. แนะ ตร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำชับเจ้าหน้าที่ระมัดระวังการเผยแพร่ภาพ

และนำสื่อมวลชนเข้าทำข่าวจับกุมผู้ต้องหาหลากหลายทางเพศ ย้ำให้เคารพสิทธิในความเป็นส่วนตัว

            นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 4 คำร้อง จากผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลและองค์กรภาคประชาสังคม เมื่อปลายปี 2568 ระบุว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 เวลา 14.00 น. เจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน ได้แก่ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดขอนแก่น สถานีตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่น กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดขอนแก่น และสำนักงานจัดหางานจังหวัดขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 1 -6) ร่วมกันเข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาที่เป็นกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศภายในร้านนวดแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยผู้ร้องเห็นว่าการตรวจค้นและจับกุมไม่เหมาะสม ไม่คำนึงถึงความละเอียดอ่อนต่อเพศภาวะ รวมถึงลดทอนเกียรติและศักดิ์ศรีของบุคคลหลากหลายทางเพศหลายประการ เช่น ก่อนเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ซึ่งมีแต่เพศชายไม่ได้แสดงบัตรประจำตัว ไม่แสดงหมายค้นและไม่อ่านหมายค้นต่อผู้ครอบครองสถานที่ ไม่แต่งเครื่องแบบข้าราชการในขณะเข้าตรวจค้น ไม่บันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องขณะเข้าตรวจค้นและจับกุม ไม่จัดหาสถานที่มิดชิดเพื่อให้ผู้ถูกจับแต่งกายให้เรียบร้อย ทั้งยังปล่อยปละละเลยให้สื่อมวลชนหลายสำนักและสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 7) รวมถึงสำนักข่าวท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่นแห่งหนึ่ง (ผู้ถูกร้องที่ 8) เข้ามาบันทึกภาพและวิดีโอขณะตรวจค้นและจับกุม อีกทั้งตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 1) ยังนำภาพผู้ถูกจับในสภาพเปลือยกายไปเผยแพร่บนเฟซบุ๊กของหน่วยงานและส่งต่อไปยังหน่วยงานภาครัฐหลายแห่งและสื่อมวลชนหลายสำนัก ซึ่งบางแห่งไม่ได้ปกปิดใบหน้าของผู้ถูกจับ อันเข้าข่ายเป็นการประจานให้ได้รับความอับอาย จึงขอให้ตรวจสอบ

            กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วมีความเห็นในสามประเด็นดังนี้ ประเด็นแรกการเข้าตรวจค้นและจับกุมบุคคลภายในร้านนวด เห็นว่า การเข้าตรวจค้นและจับกุมของผู้ถูกร้องที่ 1 - 6 เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันจากสายลับที่เข้าไปใช้บริการว่ามีบุคคลต่างด้าวลักลอบทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตและมีการค้าประเวณี เข้าข่ายเป็นการจับกุมบุคคลที่กระทำความผิดซึ่งหน้าในที่รโหฐาน จึงกระทำได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น โดยก่อนเข้าตรวจค้นและจับกุม แม้ผู้ถูกร้องที่ 1 - 6 จะไม่ได้แต่งกายในเครื่องแบบ แต่ได้สวมเสื้อแจ็กเกตที่ระบุชื่อและตราสัญลักษณ์ของหน่วยงานและบางส่วนแขวนป้ายบัตรประจำตัวไว้ ประกอบกับยังได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่และกล่าวขออนุญาตเข้าตรวจค้น และแม้ขณะเข้าตรวจค้นและจับกุมจะมีผู้ถูกจับบางส่วนไม่ได้สวมเสื้อและบางรายนุ่งเพียงผ้าเช็ดตัวอยู่ในห้องที่ให้บริการนวด แต่ก็ไม่ได้มีการนำผู้ถูกจับดังกล่าวออกมานอกห้องทันที และได้อนุญาตให้แต่งกายให้เรียบร้อยภายในห้องโดยอยู่ในสายตาของเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกันการหลบหนีและซุกซ่อนหรือทำลายพยานหลักฐาน จึงไม่เป็นการจับกุมที่เข้าข่ายประจานให้ผู้ถูกจับได้รับความอับอายจนถึงขั้นลดทอนเกียรติและศักดิ์ศรี อีกทั้งผู้ถูกจับยังมีลักษณะภายนอกเป็นเพศชายทั้งหมด การใช้เพียงแต่เจ้าหน้าที่เพศชายเข้าตรวจค้นและจับกุมจึงเหมาะสมกับสภาพการณ์ที่ปรากฏในขณะนั้น นอกจากนี้ กระบวนการตรวจค้นและจับกุมยังเป็นไปโดยเรียบร้อยไม่เกิดเหตุชุลมุนวุ่นวาย รวมทั้งตลอดการตรวจค้นและจับกุมก็ได้มีการบันทึกภาพและเสียงไว้ มีการบันทึกข้อมูลผู้ถูกควบคุมตัว และแจ้งการควบคุมตัวไปยังพนักงานอัยการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 แล้ว ดังนั้น การเข้าตรวจค้นและจับกุมกรณีตามคำร้องจึงยังไม่ปรากฏว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ถูกจับกุมแต่อย่างใด

            ประเด็นการเปิดเผย เผยแพร่ และนำเสนอภาพข่าวของผู้ถูกจับกุม เห็นว่า ในขณะที่สำนักข่าวท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 8) นำเสนอข่าวการจับกุมตามเรื่องร้องเรียนนั้น กลุ่มผู้ถูกจับยังคงมีสถานะเป็นผู้ต้องหาในคดีที่ตนถูกจับกุม จึงมีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และจะต้องไม่ถูกปฏิบัติเสมือนว่าเป็นผู้กระทำความผิดแล้ว ดังนั้น การที่ผู้ถูกร้องที่ 8 นำเสนอข่าวโดยเผยแพร่เนื้อหาข่าว ภาพและวิดีโอการจับกุมทันทีในวันที่เกิดเหตุจับกุม ผ่านทางเฟซบุ๊กของผู้ถูกร้องที่ 8 โดยไม่ปกปิดใบหน้าของผู้ถูกจับ จึงทำให้ผู้พบเห็นภาพข่าวดังกล่าวเกิดความเข้าใจว่าผู้ถูกจับทั้ง 6 คน เป็นผู้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาแล้ว ทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาอันถึงที่สุด อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากประโยชน์ที่สาธารณชนจะได้รับจากการนำเสนอข่าวก็ไม่ปรากฏเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องเปิดเผยใบหน้าของผู้ถูกจับ นอกจากนี้ ในคลิปวิดีโอการตรวจค้นและจับกุมที่ผู้ถูกร้องที่ 8 นำมาเผยแพร่ ยังมีภาพของผู้ถูกจับบางรายไม่ได้สวมใส่เสื้อและเห็นส่วนลับของร่างกายในการเคลื่อนไหวบางขณะ ซึ่งย่อมก่อให้เกิดความอับอายแก่ผู้ถูกจับที่ปรากฏภาพในคลิปวิดีโออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่า การใช้เสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารของผู้ถูกร้องที่ 8 ข้างต้น มีการกระทำที่เกินสัดส่วนกับเหตุผลและความจำเป็น ไม่สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสิทธิของบุคคลในคดีอาญาที่ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหายังไม่มีความผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล และยังส่งผลกระทบต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียงและครอบครัวของบุคคล อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

            ส่วนประเด็นการนำผู้ถูกจับกุมมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เห็นว่า การแถลงข่าวดังกล่าวยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำผู้ต้องหามาร่วมแถลงด้วย เนื่องจากไม่ได้ส่งผลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีให้เพิ่มมากขึ้นหรือจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม นอกจากเพียงทำให้เกิดการรับรู้อัตลักษณ์หรือรูปร่างหน้าตาของผู้ถูกจับเท่านั้น ในทางกลับกันการให้ข้อมูลที่เกิดขึ้นโดยสรุปก็เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบถึงพฤติการณ์แห่งคดีและผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่แล้ว ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ผู้ถูกร้องที่ 1 - 6 ร่วมกันแถลงข่าวโดยนำผู้ต้องหามาร่วมแถลงด้วยโดยไม่มีเหตุจำเป็นดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่กระทบและทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียงและครอบครัวของผู้ถูกจับกุม และโน้มน้าวให้คนในสังคมยอมรับและเข้าใจว่าบุคคลนั้นเป็นผู้กระทำความผิดแล้วโดยที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษา การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1 - 6 จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ถูกจับกุมที่ถูกนำตัวมาแถลงข่าว

            ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังผู้ถูกร้องทั้งแปด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ดังนี้

            1) ให้สำนักข่าวท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่นและสำนักข่าวออนไลน์ที่เผยแพร่ภาพข่าวโดยไม่ปกปิดใบหน้าของผู้ถูกจับกุมลบภาพและคลิปวิดีโอการจับกุมบุคคลในร้านนวดดังกล่าวทั้งหมด และให้นำแนวปฏิบัติของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เรื่อง “การได้มาและการนำเสนอข่าวและภาพข่าวของสื่อมวลชน โดยไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ตกเป็นข่าว” มาใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานตามครรลองแห่งวิชาชีพของตน

            2) ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดขอนแก่น สถานีตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่น กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 และสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น ที่ได้ร่วมกันนำผู้ถูกจับกุมมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ว่าเป็นพฤติกรรมที่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อสั่งการที่เกี่ยวข้องของ ตร. หรือไม่ หากพบว่ามีการกระทำผิดให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงให้เยียวยาผู้เสียหายตามความเหมาะสม นอกจากนี้ ให้กำกับดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายให้ระมัดระวังการเปิดเผย ส่งต่อ หรือเผยแพร่ข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติหน้าที่ต่อสื่อมวลชนในลักษณะที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่เกี่ยวข้องในคดี รวมทั้งกำกับดูแลการปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ข่าว การแถลงข่าว การให้สัมภาษณ์ การเผยแพร่ภาพต่อสื่อมวลชน และการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายให้เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

            3) ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และกรมการจัดหางาน ดำเนินการในกรณีที่เจ้าหน้าที่ในสังกัดต้องเข้าร่วมจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย โดยกำกับดูแลไปยังหน่วยงานในสังกัด งดเว้นหรือห้ามไม่ให้นำผู้ถูกจับกุมหรือผู้ต้องหาในคดีมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เว้นแต่กรณีที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และต้องพยายามกำกับควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกจับกุมหรือผู้ต้องหาให้มากที่สุด รวมทั้งกำชับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในสังกัดทุกคนให้ระมัดระวังการเปิดเผย ส่งต่อ หรือเผยแพร่ข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติหน้าที่ต่อสื่อมวลชนเช่นกัน

            4) ให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานผู้ถูกร้องที่ 1 - 6 และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดขอนแก่น ผู้ถูกร้องที่ 7 ระมัดระวังการเผยแพร่ข้อมูลการปฏิบัติหน้าที่ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานทุกช่องทาง ไม่ให้ไปกระทบหรือละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น โดยเฉพาะสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว ซึ่งได้รับการรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

2. กสม. ตรวจสอบกรณีผู้ต้องขังเรือนจำกลางสุรินทร์ถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกาย ระบุการลงโทษไม่เป็นไปตามกฎหมายราชทัณฑ์
เสนอคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ร่วมตรวจสอบ

            นายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องซึ่งเป็นอดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายหนึ่ง ระบุว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 ขณะผู้ร้องถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางสุรินทร์ เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางสุรินทร์รายหนึ่ง (ผู้ถูกร้องที่ 1) กล่าวหาผู้ร้องว่าลักลอบส่งจดหมายออกนอกแดนขัง จึงขู่เข็ญและใช้กำลังทำร้ายร่างกายเพื่อบังคับให้รับสารภาพ โดยใช้ไม้ทุบตีบริเวณหลังและท้ายทอย และใช้ท่อพีวีซีทุบตีบริเวณลำตัวจนท่อพีวีซีแตกหัก จากนั้นใช้ท่อพีวีซีที่แตกหักทิ่มแทงบริเวณใบหน้าของผู้ร้อง ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ผู้บังคับแดนซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ไม่ได้ห้ามปรามการกระทำของเจ้าหน้าที่เรือนจำรายดังกล่าว จึงขอให้ตรวจสอบ

            กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 ให้การรับรองว่าบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมจะกระทำมิได้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการห้ามทรมานตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยที่พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 69 กำหนดว่า เมื่อผู้ต้องขังกระทำผิดวินัย จะถูกลงโทษสถานหนึ่งสถานใดได้แก่ ภาคทัณฑ์ งดการเลื่อนชั้นโดยมีกำหนดเวลา ลดชั้น ตัดการอนุญาตให้ได้รับการเยี่ยมเยียนหรือติดต่อไม่เกินสามเดือน ลดหรืองดประโยชน์และรางวัล ขังเดี่ยวไม่เกินหนึ่งเดือน หรือตัดจำนวนวันที่ได้รับการลดวันต้องโทษ

            ข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบรับฟังได้ว่า ผู้ร้องถูกกล่าวหาว่าพยายามส่งจดหมายออกนอกแดน โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำผู้ถูกร้องอ้างว่าได้ลงโทษด้วยการอบรมทางวินัยด้วยวาจาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม จากคำให้การของพยานผู้ต้องขัง 1 รายที่เห็นเหตุการณ์โดยตรง ระบุว่า เจ้าหน้าที่ใช้ไม้และท่อพีวีซีตีผู้ร้อง รวมทั้งใช้ท่อพีวีซีที่แตกแทงบริเวณใบหน้าและหัวไหล่ของผู้ร้อง ขณะที่ผู้ต้องขังอีก 5 ราย พบเห็นร่องรอยบาดแผลและฟังผู้ร้องเล่าเหตุการณ์ในวันเดียวกัน นอกจากนี้ ภาพถ่ายร่างกายของผู้ร้องยังปรากฏรอยฟกช้ำบริเวณหลัง แขน และท้ายทอย รวมถึงบาดแผลบริเวณใบหน้า ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของพยานและคำยืนยันของบิดามารดาผู้ร้องที่พบร่องรอยบาดแผลระหว่างเข้าเยี่ยมในเดือนเมษายน 2567 อีกทั้งภายหลังเกิดเหตุ 7 วัน บิดาและมารดาของผู้ร้องถูกปฏิเสธการเข้าเยี่ยม โดยอ้างว่าผู้ร้องถูกกักบริเวณจากการกระทำผิดวินัย แต่กลับไม่ปรากฏหลักฐานหรือบันทึกการลงโทษทางวินัยของผู้ร้องในระบบเรือนจำแต่อย่างใด ต่อมาผู้ร้องได้ร้องเรียนต่อกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ทำให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ และส่งผลสอบให้กรมราชทัณฑ์พิจารณา ทั้งนี้ หลังพ้นโทษ ผู้ร้องยังมีอาการหวาดกลัวและวิตกกังวลจากการถูกโทรศัพท์ข่มขู่เกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว เมื่อพิจารณาพยานหลักฐาน ประจักษ์พยาน พยานแวดล้อม และข้อเท็จจริงที่ปรากฏ จึงมีน้ำหนักเพียงพอให้เชื่อได้ว่า เจ้าหน้าที่เรือนจำผู้ถูกร้องทำร้ายร่างกายผู้ร้องจริง และการดำเนินการของเรือนจำกลางสุรินทร์มีลักษณะเข้าข่ายปกปิดการกระทำดังกล่าว จึงถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี

            ทั้งนี้ กสม. มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่เรือนจำไม่ได้บันทึกภาพเหตุการณ์หรือจัดทำบันทึกรายงานเหตุการณ์ที่ผู้ร้องกระทำผิดวินัยด้วยการพยายามส่งเอกสารข้ามแดน จึงถือเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎกระทรวงการดำเนินการทางวินัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 อีกทั้งยังปฏิเสธไม่ให้บิดามารดาเข้าเยี่ยมโดยไม่มีหลักฐานรายงานประวัติการกระทำผิดวินัย จึงกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องในการติดต่อบุคคลภายนอกและสิทธิในการชี้แจงข้อกล่าวหา ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 นอกจากนี้ ภายหลังพ้นโทษ ผู้ร้องยังได้รับผลกระทบทางจิตใจ มีความหวาดกลัวและวิตกกังวลจากการถูกโทรศัพท์ข่มขู่ จึงสมควรได้รับการช่วยเหลือและเยียวยาต่อไป

            ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะให้กรมราชทัณฑ์ เร่งพิจารณาผลการสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง จากกรณีที่เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางสุรินทร์ และเรือนจำกลางสุรินทร์ ลงโทษทางวินัยผู้ร้องไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 รวมทั้งกฎกระทรวงการดำเนินการทางวินัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 โดยให้ใช้ข้อมูลความเห็นจากรายงานฉบับนี้ในการพิจารณาผลการสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วย หากพบว่า มีการกระทำความผิดหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ให้ดำเนินการลงโทษตามสัดส่วนความรับผิดของการกระทำ รวมถึงให้ผู้ถูกร้องชดเชยเยียวยาผลกระทบที่
เกิดขึ้นกับผู้ร้องตามความเหมาะสมต่อไป นอกจากนี้ ให้กำกับดูแล และกำชับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เรือนจำ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 โดยเฉพาะในส่วนที่กำหนดหน้าที่ให้เจ้าหน้าที่เรือนจำต้องปฏิบัติตาม รวมถึงให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงการดำเนินการทางวินัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563
อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ควรสนับสนุนให้เรือนจำสามารถทำการบันทึกภาพและเสียงจากกล้องวงจรปิดได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่

และให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายติดตามการพิจารณาผลการสอบข้อเท็จจริงของกรมราชทัณฑ์ โดยใช้รายงานฉบับนี้ร่วมในการพิจารณาเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย พร้อมทั้งช่วยเหลือเยียวยาผู้ร้องตามสิทธิที่จะได้รับ

 

 

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

29 พฤษภาคม 2569

ไฟล์เอกสารที่เกี่ยวข้อง
เลื่อนขึ้นด้านบน