สำนักงาน กสม. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในชั้นสอบสวน ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน

12/05/2569 8

          เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นางสาวสุภัทรา  นาคะผิว และผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายบุญแทน  ตันสุเทพวีรวงศ์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “การคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในชั้นสอบสวน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน” ณ ห้องประชุม 709 ชั้น 7 สำนักงาน กสม. และผ่านระบบการประชุมออนไลน์ Zoom Meeting

          การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัญหา ข้อจำกัดในทางปฏิบัติ และข้อเสนอแนะในการพัฒนามาตรการคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในกระบวนการยุติธรรม โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม องค์กรภาคประชาสังคม สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบ เข้าร่วมจำนวน 64 คน

          การประชุมได้รับเกียรติจากนายสุพล  บริสุทธิ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ญาดา เดชชัย เธียรประสิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายอาญาและอาชญาวิทยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุณวรภัทร แสงแก้ว หัวหน้ากลุ่มงานสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลจังหวัดสระบุรี นายสุชาติ  โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย และว่าที่ร้อยตรีหญิง ชลธิชา วงศ์สาคร ครูศูนย์การศึกษา สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ปัญหา และข้อจำกัดในทางปฏิบัติ รวมถึงร่วมพิจารณากลไกที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งในส่วนของหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน และมูลนิธิที่เกี่ยวข้อง

          นางสาวสุภัทรา  นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดการประชุมว่า การคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในชั้นสอบสวน เป็นประเด็นสำคัญต่อการเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากบุคคลดังกล่าวเป็นกลุ่มเปราะบางที่มีข้อจำกัดด้านการรับรู้ การสื่อสาร และการทำความเข้าใจ ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการให้ข้อมูลหรือถ่ายทอดข้อเท็จจริงได้อย่างครบถ้วนและถูกต้อง หากไม่มีมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม

          แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ หรือ Convention on the Rights of Persons with Disabilities (CRPD) จะได้รับรองหลักความเสมอภาค การไม่เลือกปฏิบัติ และสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม พร้อมกำหนดให้รัฐจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิผลและเสมอภาคกับบุคคลอื่น แต่เมื่อพิจารณากฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศไทยในปัจจุบัน ยังพบว่ายังไม่มีมาตรการเฉพาะในการคุ้มครองบุคคลกลุ่มดังกล่าวอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ต้องใช้กระบวนการดำเนินคดีตามปกติที่ออกแบบไว้สำหรับบุคคลทั่วไป ทั้งในชั้นสอบสวน การรวบรวมพยานหลักฐาน การสั่งฟ้อง การไต่สวน และการพิจารณาคดีในชั้นศาล ซึ่งอาจทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับการเยียวยา และไม่สามารถนำผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการรับผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          ที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในประเด็นสำคัญ โดยเห็นว่า ผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นคนพิการทางสติปัญญามีข้อจำกัดด้านการรับรู้และความเข้าใจแตกต่างกันในแต่ละระดับ จึงจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและเครื่องมือประเมินที่เหมาะสม ขณะที่บุคคลออทิสติกอาจประสบปัญหาด้านการสื่อสาร การจดจำเหตุการณ์ การถ่ายทอดข้อเท็จจริง และการทำความเข้าใจคำถามเชิงนามธรรม อันอาจทำให้การให้ปากคำไม่ครบถ้วนหรือคลาดเคลื่อนได้

          นอกจากนี้ แม้กฎหมายไทยจะกำหนดมาตรการพิเศษสำหรับการสอบสวนเด็กและสตรีในบางประเภทคดี เช่น การจัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่ไว้วางใจ การจัดสถานที่สอบสวนที่เหมาะสม และการบันทึกภาพและเสียงระหว่างการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ยังไม่มีมาตรการเฉพาะสำหรับการคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาอย่างชัดเจนและเพียงพอ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกินกว่า 18 ปี

          ที่ประชุมยังได้พิจารณามาตรการพิเศษเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นกลุ่มเปราะบางในต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร และประเทศนอร์เวย์ ซึ่งมีการกำหนดมาตรการอย่างเป็นระบบ เช่น การบันทึกภาพและเสียงระหว่างการสอบสวนเพื่อนำมาใช้เป็นพยานหลักฐาน การใช้เครื่องมือช่วยสื่อสาร การใช้ตัวกลางหรือล่ามช่วยสื่อสาร การจัดสถานที่สอบสวนที่เหมาะสมโดยไม่จำเป็นต้องสอบสวนที่สถานีตำรวจเท่านั้น เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและไม่กดดัน ตลอดจนการจัดให้มีบุคลากรสนับสนุน เช่น นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมระหว่างการสอบสวน เพื่อลดความตึงเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ข้อมูล

          สำหรับประเทศไทย ที่ประชุมเห็นว่าควรเร่งพัฒนามาตรการพิเศษเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและบริบทของประเทศ โดยควรแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย และกำหนดแนวปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการยุติธรรมจนถึงชั้นบังคับโทษ โดยเฉพาะในชั้นสอบสวน ควรจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญหรือบุคคลสนับสนุน เช่น นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ผู้แทนสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด หรือผู้เชี่ยวชาญจากสภาทนายความในแต่ละจังหวัด เข้าร่วมสนับสนุนการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวน รวมทั้งส่งเสริมการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีช่วยสื่อสาร

          ขณะเดียวกัน ควรจัดอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของพนักงานสอบสวน ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ทนายความ และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ให้ตระหนักถึงข้อจำกัดและความต้องการเฉพาะของบุคคลกลุ่มดังกล่าว เพิ่มทักษะในการสื่อสารกับกลุ่มเปราะบาง และสามารถจำแนกประเภทความพิการเบื้องต้นได้ รวมถึงควรพัฒนากลไกประสานส่งต่อระหว่างตำรวจ หน่วยงานด้านสาธารณสุข และหน่วยงานด้านสังคมสงเคราะห์ เพื่อให้มีการตรวจวินิจฉัยและรับรองโดยบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับข้อจำกัดของผู้เปราะบางอย่างเหมาะสม

          ที่ประชุมยังเสนอให้รัฐสนับสนุนการใช้กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมของคนพิการทุกประเภทตามหลักความเสมอภาค เช่น การจัดสถานที่สอบสวนที่เหมาะสมและปลอดภัยทางจิตใจแก่ผู้เสียหายหรือพยาน การจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้ช่วยพนักงานสอบสวนเพื่อดูแลและช่วยเหลือคนพิการอย่างใกล้ชิดตลอดการดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรม โดยควรครอบคลุมการช่วยเหลือบุคคลทุกฝ่าย ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะโจทก์หรือจำเลย

          นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หยิบยกการดำเนินงานของศูนย์ช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวของกระทรวงสาธารณสุข หรือ One Stop Crisis Center (OSCC) ซึ่งมีทีมสหวิชาชีพทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาลให้ความช่วยเหลือผู้ถูกกระทำได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ คัดกรอง ตรวจวินิจฉัย รักษาพยาบาล ส่งเสริมและป้องกันโรค โดยเฉพาะการประเมินด้านจิตใจเพื่อช่วยเหลือในภาวะวิกฤติ การให้คำแนะนำด้านกฎหมาย การส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์ การให้คำปรึกษา ฟื้นฟู เยียวยาสภาพจิตใจ ติดตามเยี่ยมบ้าน และประเมินผล อย่างไรก็ตาม ภารกิจดังกล่าวในปัจจุบันยังดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี โดยยังไม่มีสถานะทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน

          ที่ประชุมเห็นพ้องว่า “กระบวนการยุติธรรมที่ เท่ากัน ไม่ได้แปลว่า เป็นธรรม สำหรับทุกคน” ดังนั้น การคุ้มครองผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องสวัสดิการหรือการช่วยเหลือเฉพาะบุคคลเท่านั้น แต่เป็นการส่งเสริมสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาค ซึ่งรัฐมีหน้าที่ต้องจัดให้บุคคลทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม บนพื้นฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

          ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ เพื่อประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

เลื่อนขึ้นด้านบน