กสม.สุภัทรา ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการด้านสิทธิแรงงานและสวัสดิการ กรณีแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ (แรงงานเก็บเบอร์รี่) ภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน พร้อมรับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายในพื้นที่ ณ จ.ชัยภูมิ

23/04/2569 96

          เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ที่โรงแรมเลิศนิมิตร จังหวัดชัยภูมิ นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการจัดหางาน กรมการกงสุล สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิ กองทุนยุติธรรมจังหวัดชัยภูมิ กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และบ้านนารีสวัสดิ์ สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกิจกรรม "ประชุมเชิงปฏิบัติการด้านสิทธิแรงงานและสวัสดิการ กรณีแรงงานเก็บเบอร์รี่ จังหวัดชัยภูมิ" ภายใต้ดำเนินโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน โดยมีแรงงานไทยที่เคยไปและวางแผนจะเดินทางไปเก็บผลไม้ป่า (เบอร์รี่) และผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ หนองบัวลำภู สกลนคร หนองคาย เข้าร่วมกว่า 170 คน เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในสิทธิและสวัสดิการแรงงาน รวมทั้งสร้างความตระหนักในการป้องกันการถูกหลอกลวงและละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านแรงงานก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานต่างประเทศ

          ในการดำเนินกิจกรรมข้างต้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้อธิบายถึงบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของแรงงานไทยในต่างประเทศ พร้อมย้ำประเด็นที่สำคัญ 2 ประเด็นได้แก่ 1. ต้องไม่มีค่าหัวคิวหรือค่าแป๊ะเจี๊ยะของแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ และ 2. นายจ้างต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ที่พัก อาหารที่เหมาะสม และค่าเดินทางไปเก็บผลไม้ป่า โดยไม่ผลักภาระไปให้ลูกจ้าง จากนั้น ผู้แทนกรมการจัดหางานได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนและกระบวนการที่แรงงานไทยต้องดำเนินการก่อนเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ทั้งการแจ้งเดินทางด้วยตนเอง การทำสัญญาจ้างจะต้องทำที่กรมการจัดหางานเท่านั้น การขอให้แรงงานสมัครเป็นสมาชิกกองทุนคุ้มครองแรงงานไทยในต่างประเทศ รวมทั้งการโหลดแอปพลิเคชันเพื่อติดตามความช่วยเหลือแรงงานโดยเฉพาะในกรณีฉุกเฉิน

          ด้านผู้แทนกรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลว่า มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศฟินแลนด์และสวีเดน โดยประเทศฟินแลนด์ได้ปรับเปลี่ยนจากวีซ่าท่องเที่ยวเป็นวีซ่าทำงานตามฤดูกาล ส่งผลให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานฟินแลนด์ โดยประกันรายได้ขั้นต่ำ นายจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายหลัก ได้แก่ ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทางไปเก็บเบอร์รี่ และอุปกรณ์การทำงาน รวมทั้งกำหนดชั่วโมงการทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และต้องมีวันหยุดพักผ่อนอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ ส่วนประเทศสวีเดนได้ปรับแนวปฏิบัติที่เข้มงวดขึ้น โดยพิจารณาประวัติและความสามารถในการจ้างงานของนายจ้างก่อนอนุมัติโควต้าแรงงาน ส่งผลให้ในปี 2568 มีแรงงานไทยที่ได้รับอนุญาตลดลงจากหลักพันเหลือเพียง 89 ราย นอกจากนี้ ผู้แทนยุติธรรมจังหวัดชัยภูมิ และกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการหลอกลวง คดีค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน รวมถึงภัยจากแก๊งสแกมเมอร์ที่อาศัยช่องทางการหางานในต่างประเทศเป็นเครื่องมือ พร้อมแนะนำให้แรงงานเก็บหลักฐานการสื่อสารทุกช่องทางไว้เพื่อดำเนินคดี และตรวจสอบข้อมูลบริษัทจัดหางานผ่านกรมการจัดหางานก่อนตัดสินใจโอนเงินทุกครั้ง

          ในช่วงบ่าย ที่ประชุมได้รับฟังข้อเท็จจริงและถอดบทเรียนจากแรงงานผู้เสียหาย จำนวน 6 ราย โดยพบว่าปัญหาสำคัญ คือ ความล่าช้าในกระบวนการดำเนินคดี การขาดกลไกเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ และการที่แรงงานไม่ได้บันทึกพยานหลักฐานไว้ตั้งแต่ต้น ทำให้การเรียกร้องสิทธิเป็นไปด้วยความยากลำบาก และขอเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานพิจารณาจัดสรรงบประมาณจากงบกลางเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในระยะเร่งด่วน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในระยะยาว

          ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่เพิ่มเติม ดังนี้

          1. เรียกร้องให้ กสม. ผลักดันหรือดำเนินการเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับแรงงาน เนื่องจากสถาบันอื่นๆ ในประเทศที่เกี่ยวข้องไม่ได้ดำเนินการ

          2. ขอให้พิจารณารายงานเรื่อง "การค้ามนุษย์คนงานเก็บผลไม้ป่าชาวไทยในกลุ่มประเทศนอร์ดิก" ซึ่งเป็นรายงานที่ยื่นต่อองค์การสหประชาชาติในฐานะผู้มีส่วนได้เสียสำหรับการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนแบบสากล (UPR) ของประเทศไทย รอบที่ 4 และเพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และการแสวงประโยชน์จากแรงงานไทยในต่างประเทศ

          3. ขอให้คุ้มครองสิทธิให้กับแรงงานและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ได้รับผลกระทบจากการต่อสู้คดีในกรณีแรงงานถูกหลอกไปทำงานที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยขอให้ประสานงานติดตามกับสำนักงานยุติธรรมจังหวัดนครราชสีมา เพื่อให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการกองทุนยุติธรรมในระดับจังหวัดโดยเร็ว เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายที่ได้ยื่นคำร้องไว้ตามกระบวนการต่อไป

          ทั้งนี้ กสม. จะรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อมูลจากการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ เพื่อประกอบการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบและข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีแผนเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อผลักดันให้เกิดการคุ้มครองสิทธิแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป

เลื่อนขึ้นด้านบน