กสม.ศยามล ร่วมให้ความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาพื้นที่ในและรอบโครงสร้างพื้นฐานทางราง พ.ศ. ....

21/04/2569 50

          เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. นางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้ความเห็นในเวทีวิชาการ “ร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาพื้นที่ในและรอบโครงสร้างพื้นฐานทางราง พ.ศ. .... (กฎหมาย TOD : Transit Oriented Development Act)” ร่วมกับ นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย รศ.ดร.ประภาส  ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.กุณฑลทิพย  พานิชภักดิ์ ผศ.ดร.ณัฐพงษ์  พันธ์น้อย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายปรีดา หุตะจูฑะ นายกสมาคมนักผังเมืองไทย และ รศ.ดร.บุญเลิศ  วิเศษปรีชา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งจัดโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อทำความเข้าใจกฎหมายและวิเคราะห์ผลกระทบที่มีต่อชุมชนผู้มีรายได้น้อย

          เวทีดังกล่าว ผู้แทนสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เสนอสาระสำคัญของกฎหมาย TOD ว่า มุ่งพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟทางคู่และไฮสปีด 177 แห่ง ทั่วประเทศ ให้เป็นศูนย์กลางเมืองผสมผสานทั้งที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และการเชื่อมต่อการเดินทางเพื่อเพิ่มรายได้จากการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งออกแบบการพัฒนาพื้นที่ไปพร้อม ๆ กับการออกแบบระบบราง เพื่อให้เชื่อมั่นได้ว่าจะมีประชาชนมาใช้ประโยชน์จากระบบรางอย่างคุ้มค่า

          สรุปความเห็นของวิทยากรต่อร่างกฎหมาย TOD ดังนี้

          - การเวนคืนที่ดินเมื่อเหลือจากใช้ประโยชน์ทั้งหมดแล้วให้ใช้ประโยชน์อื่นได้ ขัดกับหลักการเวนคืนที่ดินซึ่งต้องคืนกลับให้เจ้าของเดิมหรือทายาท แล้วจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าจะไม่เวนคืนเกินจากที่จะใช้ประโยชน์จริง

          - ไม่มีการระบุว่าภายหลังการพัฒนาโครงการสิทธิการอยู่อาศัยของผู้มีสิทธิเดิมยังคงอยู่

          - แรงจูงใจต่อภาคเอกชนให้มาร่วมลงทุนพัฒนาโครงการไม่ชัดเจน

          - องค์กรบริหาร TOD มีอำนาจดำเนินการเบ็ดเสร็จ จะถูกแทรกแซงโดยผู้มีอำนาจและขาดธรรมาภิบาล ต้องมีกลไกผู้แทนจากทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมบริหารในรูปแบบคณะกรรมการ เพื่อความโปร่งใส

          - วิธีคิดที่เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มในการพัฒนาพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านผู้มีรายได้น้อยถูกกีดกันออกไป จึงต้องมีหลักประกัน ในกฎหมาย TOD ระดับ พ.ร.บ. ระบุความเสมอภาคและเป็นธรรมต่อประชากรทุกกลุ่ม

          - การขนส่งทางรางคุ้มค่าสำหรับเมืองเล็ก ๆ หรือไม่

          - ต้องกำหนดโซนพื้นที่รองรับผู้มีรายได้น้อยโดยเฉพาะมากกว่าร้อยละ 20

          ทั้งนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้ความเห็นต่อร่างกฎหมาย TOD ว่า สนข. ยกร่างในแนวทางเดียวกับ พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 (กฎหมาย EEC : Eastern Economic Corridor) คือ การออกกฎหมายเฉพาะเพื่อความคล่องตัวในการจัดการโครงการ (กรณีการเวนคืนที่ดิน) และการสร้างองค์กรขึ้นใหม่ให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดการโครงการเพื่อหลีกเลี่ยงการปรับแก้กฎหมายเดิมที่มีอยู่ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายให้โครงการพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว และลดขั้นตอน/ข้ามขั้นตอนตามกฎหมายเดิมที่เกี่ยวข้อง กรณีของ EEC คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนซึ่งวิเคราะห์ปัญหาได้ว่ากฎหมาย EEC เป็นอำนาจเฉพาะของ EEC บริหารแยกส่วนจากจังหวัดและท้องถิ่น และดำเนินโครงการโดยไม่คำนึงถึงมิติผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อคุณภาพชีวิต ต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านโดยรอบโครงการ เมื่อเกิดผลกระทบต่อชุมชนและชาวบ้านแล้ว กฎหมาย EEC ไม่มีมาตรการ/งบประมาณในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เป็นภาระกับจังหวัดและท้องถิ่นต้องเข้ามาช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้แก่ชาวบ้านโดยเจียดจ่ายจากงบประมาณแผ่นดินในส่วนอื่น ๆ แต่ไม่สามารถเยียวยาผลกระทบได้ ดังนั้น สนข. จำเป็นต้องถอดบทเรียนปัญหาของกฎหมาย EEC และเห็นว่าการออกกฎหมาย TOD คือ การพัฒนาเมืองในอนาคต ไม่ใช่เรื่องของการพัฒนาขนส่งทางรางตามภารกิจ สนข. เท่านั้น จึงมีข้อเสนอว่าทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการออกแบบพัฒนาเมือง การทำกฎหมายต้องครอบคลุมถึงการพัฒนาพื้นที่ในและรอบโครงการพัฒนาขนส่งทางราง การเวนคืนที่ดิน การจัดรูปที่ดินให้ประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน ผู้มีรายได้น้อย คนจนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาร้อยละ 100 เพราะพวกเขายังต้องการสร้างรายได้ใกล้แหล่งทำมาหากิน และกฎหมายต้องสร้างกลไกให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการแก้ไขปัญหาผลกระทบทั้งทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

เลื่อนขึ้นด้านบน