ประธาน กสม. เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ (General Assembly) ของ GANHRI พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์คุ้มครองสิทธิบุคคลข้ามพรมแดน

07/04/2569 36

          เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ  กาญจนรินทร์ พร้อมด้วยกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วสันต์ ภัยหลีกลี้ และผู้บริหารสำนักงาน กสม. เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ (General Assembly) ของ GANHRI หรือพันธมิตรระดับโลกของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (Global Alliance of National Human Rights Institutions) โดยการประชุมดังกล่าวมีผู้แทนจากสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (National Human Rights Institutions: NHRIs) ทั่วโลกเข้าร่วม และมี Amina Bouayach จาก NHRI โมร็อกโก ประธาน GANHRI ทำหน้าที่ประธานการประชุม

          ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของเครือข่าย NHRIs จาก 4 ภูมิภาค ได้แก่ เอเชีย-แปซิฟิก (Asia Pacific Forum: APF) ยุโรป (European Network of National Human Rights Institutions: ENNHRI) แอฟริกา (Network of African National Human Rights Institutions: NANHRI) และอเมริกา (Network of National Human Rights Institutions of the Americas: RINDHCA) นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับรองแผนงานของ GANHRI ปี 2569-2570 ใน 4 ด้านหลักตามแผนยุทธศาสตร์ของ GANHRI ฉบับปัจจุบัน (ค.ศ. 2023-2027) ประกอบด้วยการสนับสนุนให้สมาชิกมีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับหลักการปารีส อันเป็นกรอบการทำงานที่เป็นมาตรฐานระหว่างประเทศของ NHRIs เสริมสร้างความเข็มแข็งในการปฏิบัติหน้าที่ของ NHRIs ผ่านการพัฒนาศักยภาพบุคลการ ขยายบทบาท NHRIs ในเวทีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารองค์กร รวมทั้งได้รับรองรายงานการเงินและงบประมาณประจำปี 2569 ด้วย 

          ในวันเดียวกันนี้ ประธาน กสม. ได้เป็นวิทยากรในการประชุม GANHRI Knowledge Exchange หัวข้อ "Protection and Inclusion for People on the Move: Independent Monitoring, Accountability, and Access to Rights" ซึ่งมุ่งเน้นบทบาทของ NHRIs ในการตรวจสอบและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่อยู่ระหว่างการเดินทางข้ามพรมแดนและในพื้นที่ชายแดน รวมถึงกลไกการแจ้งเตือนล่วงหน้าและการสร้างความรับผิดชอบของรัฐตามมาตรฐานสากล โดยประธาน กสม. ได้นำเสนอประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ใน 2 กรณีสำคัญ ได้แก่ กรณีการค้ามนุษย์ข้ามพรมแดนที่กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ (สแกมเมอร์) ในประเทศเพื่อนบ้าน หลอกลวงคนไทยและบังคับให้ทำงานผิดกฎหมาย ซึ่ง กสม. ได้ใช้กลไกเร่งด่วนประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนสามารถช่วยเหลือพลเมืองไทยกลับประเทศได้ 116 คน และกรณีผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิง ทั้งผู้หนีภัยความขัดแย้งจากเมียนมาตามแนวชายแดน และกลุ่มชาวโรฮิงญาและอุยกูร์ในศูนย์กักกันคนเข้าเมือง ซึ่ง กสม. ได้มีข้อเสนอมาตรการในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้หนีภัยกลุ่มดังกล่าวไปยังรัฐบาล โดยให้มีการปรับปรุงสภาพการกักตัว การดูแลให้สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วย ตลอดจนการพัฒนาแนวทางการส่งต่อไปประเทศที่สาม

          ประธาน กสม. ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือทั้งในระดับชาติ ภูมิภาค และนานาชาติเนื่องจากการเคลื่อนย้ายของประชากรข้ามพรมแดนเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุ พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาค ทั้งในด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล แนวปฏิบัติที่ดี และการสนับสนุนข้ามพรมแดน เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่อยู่ระหว่างการเดินทางข้ามพรมแดนมีประสิทธิผลและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

เลื่อนขึ้นด้านบน