กสม. ร่วมภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม จัดเวทีเสวนาครบรอบ 3 ปี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ผลักดันการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ

06/03/2569 60

          เมื่อวันที่ 25–26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงแรมรามา การ์เด้น กรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม ได้แก่ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCf) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) จัดเวทีเสวนาเนื่องในโอกาสครบรอบ 3 ปี การบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและผลักดันการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ผู้บังคับใช้กฎหมาย องค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ สื่อมวลชน ผู้แทนสถานทูต และผู้เสียหายหรือครอบครัวของผู้ถูกกระทำทรมานและบังคับให้สูญหาย เข้าร่วมกว่า 180 คน

          วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 นายภาณุวัฒน์  ทองสุข รองเลขาธิการ กสม. กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน ก่อนร่วมรับฟังการบรรยายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับ “ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ว่าด้วยการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้เสียหาย พ.ศ. 2568” ซึ่งเป็นอนุบัญญัติฉบับล่าสุด โดยมีนางธัญสุดา  หน่อแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ผู้แทนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และนายพิทยา  จินาวัฒน์ ที่ปรึกษาประจำ กสม. ร่วมเป็นวิทยากร โดยการหารือแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มผู้เสียหายจากการถูกกระทำทรมานหรือการกระทำที่โหดร้าย (2) กลุ่มผู้เสียหายจากการบังคับให้บุคคลสูญหาย และ (3) กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะต่อการบังคับใช้กฎหมาย อาทิ ความไม่เชื่อมั่นต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ความหวาดกลัวในพื้นที่ การขาดการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การเข้าถึงข้อมูลการควบคุมตัวของญาติผู้เสียหาย รวมถึงการไม่บันทึกภาพขณะจับกุมหรือควบคุมตัว นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้รัฐกำหนดแนวทางการเยียวยาและฟื้นฟูที่ครอบคลุม โดยเฉพาะการดูแลบาดแผลทางจิตใจ และการเยียวยาผู้เสียหายที่เกิดเหตุการณ์ก่อนกฎหมายมีผลใช้บังคับ เพื่อคืนความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายและครอบครัว

          วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวปิติกาญจน์  สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวต้อนรับและกล่าวถึงบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในการขับเคลื่อนการป้องกันการทรมานผ่านข้อมติสมัชชาสิทธิมนุษยชนในประเด็นสิทธิในกระบวนการยุติธรรม พร้อมร่วมเวทีเสวนาในหัวข้อ “บาดแผลที่มองไม่เห็น” ซึ่งสะท้อนผลกระทบจากการทรมานและการบังคับสูญหายที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะตัวผู้เสียหาย แต่ยังส่งผลต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมในวงกว้าง โดยนายสมศักดิ์  ชื่นจิตร และนางโสภาพรรณ  พัดมาสกุล ในฐานะตัวแทนผู้เสียหาย ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ของครอบครัวเพื่อประกอบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

          การเสวนาช่วงเช้าได้รับเกียรติจากนายแพทย์ณัฐกร  จำปาทอง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ นางสาวนรีลักษณ์  แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ผู้แทนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และนางสาวพรพิมล  มุกขุนทด ทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมอภิปราย โดยมีนายพิทยา  จินาวัฒน์ ที่ปรึกษาประจำ กสม. ดำเนินรายการ โดยสรุปว่า การบังคับใช้กฎหมายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาได้ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมไทยมีพัฒนาการสำคัญ อาทิ การมีคดีที่สามารถสั่งฟ้องตามกฎหมายเฉพาะได้แล้ว 3 คดี และการฟ้องครูฝึกทหารในศาลพลเรือนเป็นกรณีสำคัญ อย่างไรก็ตามยังมีความท้าทายด้านระบบการประสานส่งต่อ การเยียวยาทางจิตใจ และการสร้างความเข้าใจแก่บุคลากรทางการแพทย์และสหวิชาชีพเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าว

          ช่วงบ่ายเป็นการเสวนาว่าด้วยข้อท้าทายและข้อเสนอแนะต่อการบังคับใช้กฎหมายและระเบียบการเยียวยา โดยมีศาสตราจารย์ณรงค์  ใจหาญ กรรมการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และประธานอนุกรรมการด้านกฎหมาย นายเทพสิทธิ์  เกียรติเดชปัญญา อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 1 นายรักษพล  พันธ์ชาติ ผู้อำนวยการส่วนสอบสวนการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย 1 ผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ และนางสาวสัณหวรรณ ศรีสด จากคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) ร่วมอภิปราย โดยชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคสำคัญ อาทิ ทัศนคติของผู้บังคับใช้กฎหมาย ความล่าช้าในการดำเนินคดี ปัญหาการพิสูจน์หลักฐานในกรณีไม่มีพยานหรือเกิดเหตุในสถานที่ปิด รวมถึงความท้าทายในการดำเนินคดีกรณีการบังคับให้สูญหายในต่างประเทศซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ

          เวทีเสวนายังมีข้อเสนอสำคัญ เช่น การเพิ่มสัดส่วนผู้เชี่ยวชาญในคณะกรรมการระดับชาติ การทำงานเชิงรุกด้านการป้องกันและให้ความรู้แก่ประชาชน การเยียวยาผู้เสียหายอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการแสดงความรับผิดชอบและคำขอโทษจากรัฐต่อผู้เสียหาย

          ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากเวทีเสวนาไปใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มีประสิทธิภาพและบรรลุเจตนารมณ์ของกฎหมายต่อไป

เลื่อนขึ้นด้านบน