กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 8/2569 กสม. แนะหน่วยงานเพิกถอนการออก น.ส.ล. ทับที่ทำกินประชาชน อ.องครักษ์ จ.นครนายก - ชง ตร. ยกระดับมาตรการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมในสถานีตำรวจ

26/02/2569 68

                    วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวหรรษา  หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 8/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้ 

1. กสม. ตรวจสอบกรณีหน่วยงานของรัฐออก น.ส.ล. ซ้อนทับพื้นที่ทำกินของประชาชนใน อ.องครักษ์ จ.นครนายก
แนะพิจารณาเพิกถอนเพื่อรับรองสิทธิที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของชุมชน

               นายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ระบุว่า ระหว่างปี 2545 - 2546 ส่วนราชการโดยองค์การบริหารส่วนตำบลบางปลากด (อบต. บางปลากด) อำเภอองครักษ์ สำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก สาขาองครักษ์ ผู้ถูกร้องทั้งสาม ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) 7 แปลง ทับที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชนที่มีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ในพื้นที่ตำบลบางปลากด อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ทำให้ประชาชนกว่า 500 ครัวเรือน ได้รับความเดือดร้อน อีกทั้งที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชนบางส่วนเป็นที่ดินตาบอด ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ จึงขอให้ตรวจสอบ

               กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า หมู่บ้านบางปลากด ตำบลบางปลากด เป็นชุมชนดั้งเดิมก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายรัชกาลที่ 4 ถึงต้นรัชกาลที่ 5 มีอายุประมาณ 150 - 200 ปี โดยประชาชนในพื้นที่อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวอย่างเปิดเผย สงบ และต่อเนื่อง มีวิถีชีวิตผูกพันกับทรัพยากรธรรมชาติและสายน้ำ ทั้งในด้านการคมนาคม การอยู่อาศัย และการประกอบอาชีพ ตลอดจนการใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อการดำรงชีพ และไม่ปล่อยให้พื้นที่รกร้างว่างเปล่าอันสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการใช้ที่ดินเชิงวัฒนธรรมและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน พื้นที่พิพาทยังเป็นที่ตั้งของวัด โรงเรียน และศาลเจ้า ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางศาสนา สังคม และวัฒนธรรมของชุมชนมาอย่างยาวนาน อีกทั้ง ยังปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ซึ่งล้วนเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐรับรู้และยอมรับการดำรงอยู่ของชุมชนบางปลากดมาโดยตลอด

               เมื่อพื้นที่พิพาทไม่ได้เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) เนื่องจากมีประชาชนอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลายาวนาน และเป็นที่รับรู้โดยทั่วไป ซึ่งผู้ถูกร้องทั้งสามย่อมทราบดีอยู่แล้ว ประกอบกับหลักการตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) รับรองว่า รัฐต้องเคารพ คุ้มครอง และทำให้เกิดผลจริงซึ่งสิทธิในการอยู่อาศัยอย่างเพียงพอและสิทธิในวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชน รวมถึงหลักความมั่นคงในการครอบครองที่ดิน โดยต้องงดเว้นการกระทำใด ๆ ที่นำไปสู่การไล่รื้อหรือเพิกถอนสิทธิในการอยู่อาศัยโดยพลการ และต้องรับรองการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจที่กระทบต่อชีวิตและทรัพยากรของตน

               แม้การออก น.ส.ล. ระหว่างปี 2544 - 2546 จะดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดในเชิงรูปแบบและในเวลานั้นไม่มีประชาชนคัดค้าน แต่ก่อนการขึ้นทะเบียน น.ส.ล. ในพื้นที่พิพาท หน่วยงานของรัฐไม่เคยบังคับใช้กฎหมายเพื่อห้ามประชาชนมิให้อยู่อาศัยหรือใช้ประโยชน์ในพื้นที่แต่อย่างใด ทั้งยังจัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ประปา และถนน เพื่อรองรับการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ พื้นที่พิพาททั้ง 7 แปลง ก็มิได้อยู่ในสภาพที่ประชาชนสามารถใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ร่วมกันได้ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ตั้งของชุมชนดั้งเดิมมาแต่เดิม ส่วนพื้นที่ที่มิใช่ชุมชนก็มีลักษณะเป็นพื้นน้ำหรือบริเวณน้ำท่วมถึง จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันโดยสภาพ

               อย่างไรก็ดี ผู้ถูกร้องทั้งสามกลับอาศัยเพียงภาพถ่ายทางอากาศ ปี 2540 และปี 2557 ในการออก น.ส.ล. ทั้ง 7 แปลง โดยมิได้ตรวจสอบเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา สถานะของชุมชน และรูปแบบการใช้ประโยชน์ในที่ดินเชิงสังคมและวัฒนธรรม อีกทั้ง มิได้แยกพื้นที่ชุมชนออกจากพื้นที่สาธารณประโยชน์ ส่งผลให้การออก น.ส.ล. ซ้อนทับพื้นที่ชุมชนดั้งเดิม การดำเนินการดังกล่าวจึงก่อให้เกิดข้อจำกัดการใช้ประโยชน์ในที่ดิน การก่อสร้างที่อยู่อาศัย และการพัฒนาความมั่นคงในการครอบครองที่ดินของประชาชนในพื้นที่ อันส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิในการอยู่อาศัย สิทธิในทรัพย์สินและสิทธิชุมชนที่รัฐต้องเคารพ คุ้มครอง และทำให้เกิดผลจริงซึ่งสิทธิในที่อยู่อาศัยอย่างเพียงพอ ตลอดจนการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม รวมทั้งการตรวจสอบกรรมสิทธิ์และการถือครองที่ดินเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

               กสม. จึงเห็นว่าการออก น.ส.ล. ทั้ง 7 แปลง โดยองค์การบริหารส่วนตำบลบางปลากด (อบต. บางปลากด) อำเภอองครักษ์ สำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก สาขาองครักษ์ ผู้ถูกร้องทั้งสาม ทำให้ผู้ร้องและประชาชนในพื้นที่ขาดความมั่นคงในการครอบครองที่ดิน ถูกจำกัดการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และอาจเผชิญความเสี่ยงต่อการถูกไล่รื้อ ในชั้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสามเป็นการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ร้องและประชาชนในพื้นที่ตำบลบางปลากด นอกจากนี้ แม้จากการตรวจสอบ พบว่า ในพื้นที่พิพาทมีประชาชนบางรายที่ถือครองเอกสาร ส.ค. 1 ได้ยื่นคำร้องขอเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิในที่ดินแล้ว และกรมที่ดิน โดยผู้ถูกร้องที่ 3 ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ทราบข้อมูล และยื่นคำร้องขอเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิในที่ดิน อย่างไรก็ดี ผู้ถูกร้องทั้งสามในฐานะหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่และอำนาจย่อมมีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวก ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและทั่วถึง พร้อมทั้งจัดให้มีกระบวนการพิสูจน์สิทธิในที่ดินที่เข้าถึงได้และไม่สร้างภาระแก่ประชาชนเกินควรแก่กรณีด้วย

               ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานผู้ถูกร้องทั้งสามให้ร่วมกับจังหวัดนครนายกในฐานะคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัดนครนายก (คทช. จังหวัดนครนายก) นำที่ดินพิพาททั้ง 7 แปลง เข้าสู่กระบวนการจัดที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยแก่ผู้ร้องและประชาชนในพื้นที่ตามกลไกของคณะอนุกรรมการฯ โดยต้องรับรองสิทธิในการอยู่อาศัยและความมั่นคงในการครอบครองของประชาชนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวต้องอยู่บนหลักการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของชุมชน การไม่เลือกปฏิบัติ และได้สัดส่วน พร้อมทั้งจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็น อาทิ ระบบน้ำ ไฟฟ้า ทางสัญจร และสาธารณูปการ เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่อาศัยและดำรงชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรี

               นอกจากนี้ให้ ร่วมกันพิจารณาดำเนินการถอนสภาพที่ดิน น.ส.ล. ทั้ง 7 แปลง ตามประมวลกฎหมายที่ดิน และระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้อง โดยการดำเนินการดังกล่าวต้องคำนึงถึงหลักการมีส่วนร่วม หลักความจำเป็นและได้สัดส่วน ทั้งนี้ ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

               สำหรับข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ให้สำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก สาขาองครักษ์ และกรมที่ดิน ประชาสัมพันธ์เชิงรุกและให้ข้อมูลแก่ประชาชนในพื้นที่ที่ถือครองเอกสาร ส.ค.1 อย่างทั่วถึง เกี่ยวกับสิทธิและขั้นตอนการยื่นคำขอเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิในที่ดิน โดยต้องจัดให้มีกลไกการให้คำปรึกษา การอำนวยความสะดวก และการสนับสนุนด้านเอกสาร เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการดังกล่าวได้อย่างแท้จริง เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

 

               2. กสม. ชง ตร. ยกระดับมาตรการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเพื่อป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมในสถานีตำรวจ

               นางสาวหรรษา  หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้เห็นชอบข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพื่อป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมในสถานีตำรวจ ทั้งนี้ สืบเนื่องจากสถานีตำรวจเป็นด่านแรกของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มีบทบาทสำคัญในการจับกุม การควบคุมตัว และการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้ถูกควบคุมตัวยังคงได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกทรมานหรือการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 - 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้ร่วมกันตรวจเยี่ยมสถานีตำรวจ 14 แห่ง ในลักษณะการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกัน โดยใช้ข้อมูลและข้อค้นพบจากการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันดังกล่าวเป็นฐานในการพิจารณาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ลดความเสี่ยงต่อการทรมานหรือการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมในกระบวนการบังคับใช้กฎหมายโดยเฉพาะในบริบทของการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมในระยะยาว

               กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย บทบัญญัติของกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน เอกสารและการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมตลอดทั้งผลจากการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันแล้วเห็นว่า แม้สถานีตำรวจหลายแห่งได้พยายามปรับปรุงการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่ยังปรากฏความเสี่ยงต่อการทรมานและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมในบางประเด็น โดยเฉพาะในขั้นตอนการจับกุม การควบคุมตัว และการสอบสวน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้ถูกควบคุมตัวมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ ข้อมูลจากการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันในสถานีตำรวจในพื้นที่ต่าง ๆ ปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานีตำรวจ ซึ่งจำแนกได้เป็น 3 ด้าน ได้แก่

                    (1) ความเสี่ยงด้านมาตรฐานของแนวปฏิบัติ พบว่า สถานีตำรวจยังไม่มีมาตรฐานกลาง เรื่อง แนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนและการป้องกันการทรมานที่ใช้เหมือนกันทั่วประเทศ ส่งผลให้การปฏิบัติงานในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน และในบางกรณีเจ้าหน้าที่ขาดแนวทางที่ชัดเจนในการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัว ซึ่งอาจทำให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขึ้นอยู่กับดุลพินิจหรือแนวปฏิบัติของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก

                    (2) ความเสี่ยงด้านศักยภาพและภาระงานของกำลังพล พบว่า สถานีตำรวจเผชิญปัญหาการขาดแคลนกำลังพล โดยเฉพาะตำแหน่งพนักงานสอบสวนและผู้ช่วยพนักงานสอบสวน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบคดีจำนวนมากเกินกว่ามาตรฐานภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากร สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การปฏิบัติงานสอบสวนเป็นไปด้วยความเร่งรีบ ไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน อีกทั้งงานด้านธุรการและงานสนับสนุนยังเพิ่มภาระงานให้แก่พนักงานสอบสวนมากขึ้น

               และ (3) ความเสี่ยงที่เกิดจากข้อจำกัดด้านสถานที่และเทคโนโลยีที่ใช้ในการปฏิบัติงานและการควบคุมตัว พบว่า สถานีตำรวจบางแห่งมีสภาพอาคารเก่าทรุดโทรม บางแห่งมีอายุการใช้งานยาวนาน และมีข้อจำกัดในการปรับปรุงหรือซ่อมแซมได้แค่เพียงบางส่วน การจัดพื้นที่ควบคุมตัวและพื้นที่สอบสวนจึงไม่เอื้อต่อการแยกกลุ่มเปราะบาง การคุ้มครองความเป็นส่วนตัว และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกควบคุมตัวอย่างเหมาะสม

               ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ สรุปได้ดังนี้

               (1) ด้านการจัดทำมาตรฐานกลางและแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชน ให้ ตร. จัดทำหรือพัฒนาคู่มือ มาตรฐาน หรือแนวปฏิบัติกลางด้านสิทธิมนุษยชนและการป้องกันการทรมานในสถานีตำรวจ ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน มาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เพื่อใช้เป็นกรอบการปฏิบัติเดียวกันทั่วประเทศ เป็นมาตรฐานกลางที่ชัดเจนและสามารถนำไปใช้ได้จริง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยง ลดความคลาดเคลื่อนในการปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ ลดการพึ่งพาดุลพินิจส่วนบุคคลในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยง และสนับสนุนให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจสอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสากล

               (2) ด้านการเสริมสร้างศักยภาพกำลังพลและระบบสนับสนุนการปฏิบัติงาน ให้ ตร. หารือกับคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ และสำนักงบประมาณ เพื่อพิจารณาเร่งรัดการบรรจุแต่งตั้งกำลังพล โดยเฉพาะตำแหน่งพนักงานสอบสวนที่มีอัตราว่างให้ครบตามกรอบอัตราที่กำหนด พร้อมทั้งทบทวนการกระจายกำลังพลให้สอดคล้องกับภาระงานจริง ลักษณะคดี และบริบทของพื้นที่เพื่อสนับสนุนให้การปฏิบัติงานของสถานีตำรวจมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขยายการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านสิทธิมนุษยชน การป้องกันการทรมาน และทักษะการสอบสวนที่ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนให้ครอบคลุมเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกระดับ

               (3) ด้านการปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพและเทคโนโลยี ให้ ตร. หารือกับสำนักงบประมาณ และคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อพิจารณาปรับปรุงหรือพัฒนาโครงสร้างทางกายภาพของสถานีตำรวจ โดยจัดลำดับความสำคัญตามระดับความเสี่ยง และมุ่งเน้นบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมตัวและการสอบสวน เพื่อให้เอื้อต่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกควบคุมตัวอย่างเหมาะสมและปลอดภัย โดยควรคำนึงถึงการแยกการควบคุมตัวกลุ่มเปราะบาง ความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่

               นอกจากนี้ ให้หารือกับสำนักงบประมาณเพื่อเร่งจัดหาอุปกรณ์บันทึกภาพและเสียง โดยเฉพาะกล้องติดตัวที่ยังต้องรับการจัดสรรเพิ่มเติม รวมทั้งกล้องวงจรปิดให้มีจำนวนเพียงพอ และมีความทันสมัย ควบคู่กับการพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีความปลอดภัย ใช้งานได้สะดวก และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยของข้อมูลและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน ลดข้อโต้แย้งในกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย และเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว

 

 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

26 กุมภาพันธ์ 2569

ไฟล์เอกสารที่เกี่ยวข้อง
เลื่อนขึ้นด้านบน