กสม. ศยามล ร่วมให้ความเห็นต่องานวิจัย เรื่อง การปรับใช้กลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเพื่อคุ้มครองและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง

19/02/2569 48

            เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ ผศ.ดร.กฤษฎากร ว่องวุฒิกุล ผู้ช่วยคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมให้ความเห็นต่องานวิจัย เรื่อง การปรับใช้กลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเพื่อคุ้มครองและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง ดำเนินการวิจัยโดย ผศ.ดร.ยศพนธ์  นิติรุจิโรจน์ อาจารย์ประจำสำนักนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผ่านระบบ Zoom Meeting

            ผศ.ดร.ยศพนธ์ นิติรุจิโรจน์ มีข้อเสนอในงานวิจัย เกี่ยวกับการใช้กลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเพื่อคุ้มครองและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง ดังนี้

1) สมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA)

2) คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (ECOSOC)

3) คณะมนตรีว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) เช่น การทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนเป็นระยะ (Universal Periodic Review: UPR) กระบวนการพิเศษ (Special Procedure) และกลไกการร้องเรียนของบุคคล (Individual Complaint)

4) กลไกตามสนธิสัญญาภายใต้อุปถัมภ์ของสหประชาชาติ เช่น กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) และอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกประติบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW)

5) กลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียน

            อย่างไรก็ตาม การนำกลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศข้างต้นมาปรับใช้อาจมีข้อเสนอแนะและข้อพิจารณา ดังนี้

            1) การนำเสนอปัญหาเข้าสู่เวที UNGA หรือ ECOSOC ประเทศไทยต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจและมีข้อมูลเพียงพอที่จะผลักดันให้เข้าสู่เวทีทั้งสอง

            2) กลไก HRC เช่น 2.1) UPR ซึ่งประเทศไทยจะเข้าสู่การประเมินเดือนพฤศจิกายน 2026 ส่วนเมียนมาจะเข้าสู่การประเมินเดือนมกราคม 2027 ดังนั้น พึงมีการผลักดันปัญหาดังกล่าวผ่านรายงานภาคส่วนอื่น ๆ เข้าสู่การทบทวนของไทยและเมียนมา 2.2) Special Procedure พึงนำเสนอข้อมูลและผลักดันให้ HRC จัดตั้งผู้เสนอรายงานพิเศษ (Special Rapporteur) เพื่อพิจารณาและตรวจสอบ 2.3) Individual Complaints พึงศึกษากระบวนการเยียวยาภายในของประเทศไทย จีน และเมียนมา ภายใต้พันธกรณีที่ประเทศเหล่านี้ได้เป็นภาคีในสนธิสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชน  

            3) กลไกตามสนธิสัญญาภายใต้อุปถัมภ์ของสหประชาชาติ เช่น การผลักดันปัญหาเข้าสู่การนำเสนอรายงานของรัฐภาคี (Country report) และการสนับสนุนให้จีนและเมียนมาเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาและพิธีสารเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง

            4) กลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียน พึงเพิ่มขอบเขตอำนาจให้คณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights: AICHR) ผลักดันการจัดทำสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอันประกอบด้วยกลไกสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ เป็นต้น

            นางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์  มีความเห็นต่อข้อเสนอของผู้วิจัยดังนี้ รายงานวิจัยยังขาดเนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิในน้ำสะอาด เช่น GC No. 15 ของ ICESCR ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในน้ำสะอาดในประเด็นข้ามพรมแดน โดยมีตัวอย่างกรณีปัญหาระหว่างอินเดียและปากีสถาน และยังขาด GC No. 27 ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิเชิงเนื้อหาและสิทธิเชิงกระบวนการ ที่มีลักษณะเนื้อหาสอดคล้องกับ Aarhus Convention (หลักป้องกันไว้ก่อน)

            การประกอบธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหามลพิษดังกล่าว ซึ่งอาจต้องพิจารณาถึงการนำเข้าและส่งออกสารเคมี เช่น สารไซยาไนด์ และแร่ที่มีการนำเข้าของผู้ประกอบกิจการเหมืองแร่ด้วย ส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการร่วมแก้ไขปัญหามลพิษตามข้อเสนองานวิจัย มิได้มีเพียงกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น อาทิ กรณีการทำเหมืองแร่อาจเป็นหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งประเทศไทยมีองค์ความรู้ในการทำเหมืองแร่ดีกว่าประเทศเมียนมาหรือ สปป.ลาว ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมสามารถมีบทบาทให้ความช่วยเหลือแนะนำการทำเหมืองระบบปิด และอาจจะผลักดันประเด็นการทำเหมืองระบบปิดไปสู่เวทีระดับอาเซียนต่อไป

            ประเทศไทยต้องมีความจริงจังต่อการผลักดันประเด็นการคุ้มครองและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษข้ามพรมแดนในเวทีต่าง ๆ เช่น MRC หรือ LMC อันจะนำไปสู่ความตระหนักในระดับอาเซียน ตัวอย่างเช่น กระบวนการแจ้ง การปรึกษาหารือและความตกลง (Procedures for Notification, Prior Consultation and Agreement : PNPCA) ของ MRC ก็เป็นกลไกเชิงรับ รัฐที่เสนอรายงานแม้จะได้รับคำแนะนำไปหากไม่ได้ดำเนินการก็ไม่มีผลบังคับการ แต่ก็ยังดีกว่าปัญหาแม่น้ำกกที่ยังไม่มีข้อกำหนดในลักษณะเช่นนี้เลย

            กลไกการเจรจาแบบทวิภาคี ขึ้นกับผู้นำรัฐบาลต้องมีเจตจำนงแน่วแน่จริงจัง กรณีมลพิษในแม่น้ำ 4 สาย ควรเสนอประเทศเมียนมาให้ปรับมาตรฐานคุณภาพน้ำที่ต้นทางของเมียนมาให้เป็นมาตรฐานเดียวกับของไทย ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ปลอดภัยต่อชีวิตของประชากรทั้งสองประเทศ

            กลไกระหว่างประเทศที่อาจนำมาปรับใช้ได้ คือ กลไกการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนสากล (Universal Periodic Review : UPR) ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จะจัดทำรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยคู่ขนานไปกับรายงาน UPR ของรัฐบาลไทยด้วย

            นอกจากนี้ กลไกแก้ปัญหาภายในประเทศ รัฐบาลจะจัดตั้งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ขึ้นมาแก้ปัญหา จึงควรสำรวจว่าปัจจุบันมีคณะกรรมการทั้งส่วนกลางและระดับจังหวัดทั้งหมดกี่ชุด ฐานข้อมูลปัจจุบันที่คณะกรรมการชุดต่าง ๆ มีอยู่นั้นเพียงพอแล้วหรือไม่ โดยเฉพาะข้อมูลด้านผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้น และหน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบสำรวจผลกระทบและผลเสียหายที่เกิดขึ้น การมีข้อมูลที่ถูกต้องตรงกันในระดับพื้นที่เพื่อนำเสนอไปยังส่วนกลางจะนำไปสู่การจัดตั้งงบประมาณสำหรับการเยียวยาและป้องกันปัญหาในอนาคต รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นต่อการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีในการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ

เลื่อนขึ้นด้านบน