กสม. เปิดเวทีรับฟังความเห็นร่างกฎหมาย Anti-SLAPP มุ่งคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากการถูกฟ้องปิดปาก

12/02/2569 23

            เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ห้องประชุม 704 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะต่อ ร่างพระราชบัญญัติป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน พ.ศ. ....  (Anti-SLAPP Law) โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งกิจกรรมนี้อยู่ภายใต้การขับเคลื่อนผลงานวิจัยของสำนักงาน กสม. เรื่อง “โครงการพัฒนาข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” โดยมีนายไพโรจน์  พลเพชร และนายบุญแทน  ตันสุเทพวีรวงศ์ ที่ปรึกษาประจำ กสม. พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม อาทิ คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) Amnesty International มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) Protection International เครือข่ายอากาศสะอาด สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และสภาองค์กรของผู้บริโภค เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

            กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า สถานการณ์การฟ้องปิดปาก (SLAPP) ในปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบทุจริต คุ้มครองสิ่งแวดล้อม และสิทธิผู้บริโภค การฟ้องร้องในลักษณะนี้มักไม่ได้มุ่งหวังผลทางคดีเป็นหลัก แต่ต้องการสร้างภาระด้านเวลา การเงิน และสภาพจิตใจ เพื่อให้เกิดความหวาดกลัวและยุติการแสดงความคิดเห็น ที่ผ่านมาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 ได้จัดทำวิจัย "โครงการพัฒนาข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน" ซึ่งข้อมูลและข้อค้นพบจากงานวิจัยดังกล่าว จะถูกนำมาสังเคราะห์และใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ร่วมกับข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในวันนี้ เพื่อนำเสนอต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

            ในการประชุมดังกล่าว ผู้แทนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้นำเสนอสาระสำคัญของร่างกฎหมาย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการฟ้องคดีอาญาหรือแพ่งที่มิได้มุ่งหมายความยุติธรรม แต่เพื่อยับยั้งการกระทำของประชาชนในการรักษาประโยชน์สาธารณะ โดยมีการกำหนดกลไกการคุ้มครองผ่านการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบด้วย 1) กลไกทางอาญา ได้กำหนดนิยาม “เรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะ” และข้อยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาท พร้อมกำหนดให้พนักงานสอบสวนสามารถทำความเห็นเสนออัยการและพิจารณาปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาโดยไม่มีหลักประกันได้ หากพบว่าเป็นการฟ้องปิดปาก ด้านพนักงานอัยการสามารถสั่งยุติคดีได้หากเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และในชั้นศาล จำเลยสามารถแถลงขอให้พิจารณาประเด็นการฟ้องปิดปากก่อนการไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งยกฟ้อง สั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าทนายความ และอาจสั่งชดใช้ค่าเสียหายกรณีฟ้องโดยไม่สุจริตได้ 2) กลไกทางแพ่ง จำเลยสามารถยื่นคำร้องขอยุติคดีได้ภายใน 60 วันนับจากได้รับสำเนาคำฟ้อง ซึ่งจะทำให้กระบวนพิจารณาและอายุความสะดุดหยุดอยู่จนกว่าศาลจะมีคำสั่ง

            ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า ควรมีการปรับปรุง “บทนิยาม” ให้ชัดเจนและครอบคลุมมากขึ้น เช่น การกำหนดนิยาม “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ไว้ในร่างกฎหมาย และขยายความคำว่า “ประโยชน์สาธารณะ” ให้ครอบคลุมถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การตรวจสอบการทุจริตและการประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ตลอดจนเสนอให้ปรับใช้ถ้อยคำว่า "ขัดขวางหรือยับยั้ง" แทนคำว่า "ระงับ" เพื่อให้สะท้อนเจตนารมณ์ของการฟ้องกลั่นแกล้งได้ตรงจุดยิ่งขึ้น

            นอกจากนี้ นักวิชาการและภาคประชาสังคมมีข้อเสนอแนะให้ยกเลิกความผิดฐานหมิ่นประมาททางอาญาตามหลักสากล และกำหนดให้ให้พนักงานอัยการเข้ามาร่วมพิจารณากับพนักงานสอบสวนตั้งแต่ต้นทางเพื่อพิจารณาสั่งไม่ฟ้องคดีได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น การป้องกันการฟ้องข้ามเขต โดยกำหนดพื้นที่การฟ้องคดีตามภูมิลำเนาของจำเลยเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ตลอดจนขอให้กฎหมายครอบคลุมไปถึงการดำเนินการทางวินัยในองค์กร และการใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคง อาทิ กฎอัยการศึก และความผิดฐานยุยงปลุกปั่น (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116) ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการฟ้องปิดปาก พร้อมเสนอให้มีกลไกการเยียวยาและบทลงโทษผู้ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตอย่างเป็นรูปธรรม

            ทั้งนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เน้นย้ำในช่วงท้ายว่า กสม. จะรวบรวมข้อเสนอแนะทั้งหมดเพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป พร้อมทั้งเตรียมหารือร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด และศาลยุติธรรม เพื่อสร้างความเข้าใจในระดับปฏิบัติการ มุ่งหวังให้กฎหมายฉบับนี้เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออกอย่างปลอดภัยตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล

เลื่อนขึ้นด้านบน