กสม. ประชุมหารือร่วมกับ ทส. เพื่อติดตามข้อเสนอแนะและขับเคลื่อนประเด็น “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี” เร่งแก้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนแม่น้ำสายบุรี-แม่น้ำกกและฝุ่น PM 2.5 พร้อมผลักดันกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่บนฐานสิทธิมนุษยชน

06/02/2569 42

            เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ห้องประชุมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายไพโรจน์  พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ประชุมหารือร่วมกับ นายประเสริฐ  ศิรินภาพร รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยผู้แทนจากคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR) ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานปลัดกระทรวง กรมควบคุมมลพิษ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อติดตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และขับเคลื่อนประเด็น “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน” โดยเน้นการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน และการยกระดับกฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย

            การหารือในครั้งนี้มีวาระสำคัญ 4 ประเด็น ได้แก่ 1) การจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนกรณีแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย 2) การขับเคลื่อนปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน (ASEAN Declaration on the Right to a Safe, Clean, Healthy, and Sustainable Environment) 3) การปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 4) การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (PM 2.5)

            ในประเด็น การปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย จากกรณีข้อห่วงกังวลเรื่องการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้รายงานผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง พบว่าปัจจุบันค่าสารหนูและโลหะหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังการสะสมในตะกอนดินบางจุด ด้านผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศนำเสนอถึงความพยายามทางการทูตในการแก้ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำสายบุรีและแม่น้ำอื่นๆ และมีความคืบหน้าในการตกลงจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านเทคนิค (Joint Technical Working Group) เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำโดยขยายขอบเขตจากเดิมที่เจาะจงชื่อแม่น้ำ ให้ครอบคลุมแม่น้ำทุกสายที่เชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ

            ทั้งนี้ กสม. ได้เน้นย้ำเรื่องการสื่อสารความเสี่ยง โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อลดความตระหนักและสร้างความเชื่อมั่นในการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค พร้อมเสนอให้มีการทำงานร่วมกับนักวิชาการและภาคประชาสังคมในพื้นที่ในการตรวจสอบข้อมูล เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย รวมถึงการเตรียมแผนรองรับด้านแหล่งน้ำสะอาด เช่น การเจาะบ่อบาดาลเสริมระบบประปาหมู่บ้าน เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิในการเข้าถึงน้ำสะอาดของประชาชน

            สำหรับการขับเคลื่อน ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยฯ ที่ประชุมเห็นพ้องให้มีการนำหลักการดังกล่าวมาบูรณาการเข้ากับแผนปฏิบัติการระดับชาติที่มีอยู่เดิม โดยไม่จำเป็นต้องจัดทำแผนใหม่เพื่อลดความซ้ำซ้อน แต่จะเน้นการจัดทำแนวปฏิบัติ (Guidelines) เพื่อให้หน่วยงานรัฐมีหลักการที่ชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้จริง และที่สำคัญคือประชาชนต้องได้รับประโยชน์จากการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างเป็นรูปธรรม

            ในส่วนของ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผู้แทน ทส. นำเสนอว่าร่างกฎหมายทั้งสองฉบับสอดคล้องกับข้อเสนอแนะของ กสม. โดยเฉพาะประเด็นการรับรองสิทธิของประชาชน การมีส่วนร่วม การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้กฎหมายทั้งสองฉบับมีความทันสมัยและสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล ทั้งนี้ ต้องรอขั้นตอนทางนิติบัญญัติหลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อดำเนินการต่อไป

            สำหรับในประเด็น ฝุ่น PM 2.5 ข้ามพรมแดน ที่ประชุมได้หารือถึงการใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมและระบบพยากรณ์ล่วงหน้า เพื่อแจ้งเตือนประชาชนและส่งข้อมูลให้ประเทศเพื่อนบ้านผ่านกลไกอาเซียน กสม. ได้เสนอให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณและเครื่องมือตรวจวัดคุณภาพอากาศให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที และเน้นย้ำมาตรการคุ้มครองกลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นหรือห้องปลอดฝุ่นได้

            ทั้งนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้กล่าวเน้นย้ำในช่วงท้ายว่า “การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องมองให้ลึกไปถึงมิติความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือมลพิษ กลุ่มคนจนและกลุ่มเปราะบางคือผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดและฟื้นตัวได้ยากที่สุด ดังนั้น แผนงานและมาตรการต่าง ๆ ของรัฐ ต้องไม่มองเพียงแค่ภาพรวม แต่ต้องลงรายละเอียดเพื่อคุ้มครองประชาชนทุกกลุ่มให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากลที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ขอบคุณภาพจาก เพจกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม-ประเทศไทย

เลื่อนขึ้นด้านบน