กสม. ศยามล ร่วมรายการฟังเสียงประเทศไทย ประเด็น "เราจะหาทางออกร่วมกันอย่างไร สำหรับปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ?”

25/12/2568 138

            เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส นางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บันทึกเทปรายการฟังเสียงประเทศไทย ประเด็น "เราจะหาทางออกร่วมกันอย่างไร สำหรับปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ?” โดยมีผู้ร่วมรายการ ได้แก่ นางอ้อมบุญ  ทิพย์สุนา เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน นายธีระพงศ์  โพธิ์มั่น ผู้อำนวยการสมาคมสถาบันชุมชนลุ่มน้ำโขง ดร.สืบสกุล  กิจนุกร อาจารย์สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง รศ.ดร.ธนพล  เพ็ญรัตน์ ผู้อำนวยการหน่วยภารกิจฐานข้อมูลและระบบดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนางสาวเพ็ญโฉม  แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ดำเนินรายการโดย นางสาววิภาพร  วัฒนวิทย์   

            ดร.สืบสกุล  กิจนุกร อาจารย์สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงรายมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์มลพิษในแม่น้ำ เห็นความสำคัญจำเป็นของการตรวจวัดสารพิษ โดยมีการตรวจสารพิษทั้งในแม่น้ำหลักและแม่น้ำสาขาของแม่น้ำกกเป็นประจำทุกเดือน การประปาส่วนภูมิภาคสาขาเชียงรายเตรียมการหาแหล่งน้ำแห่งใหม่สำหรับการผลิตน้ำประปา ส่วนภาครัฐตั้งคณะทำงานร่วมกับประเทศเมียนมาแต่ยังไม่ปรากฏการดำเนินงานของคณะทำงาน ภาครัฐควรเพิ่มการเฝ้าระวังห่วงโซ่อาหารให้เข้มแข็ง มีมาตรการดูแลรักษาสมดุลระบบนิเวศ จัดทำแผนที่ความเสี่ยงภาคเกษตร ระบุพื้นที่ใดเพาะปลูกแบบใดอย่างไร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาร่วมช่วยเกษตรกรด้วย และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาช่วยฟื้นฟูพื้นที่ท่องเที่ยว ภาครัฐต้องสร้างความเชื่อมั่นของชาวบ้านและสังคมให้กลับมาดังเดิม ทั้งนี้ ขอให้รัฐบาลมีนโยบายย้ายแหล่งน้ำประปาใหม่ หาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและเฝ้าระวังห่วงโซ่อาหาร จะแก้ปัญหามลพิษที่ต้นเหตุอย่างไรและสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ

            นางอ้อมบุญ  ทิพย์สุนา เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษตรวจสารพิษในแม่น้ำโขงเป็นรายไตรมาส แต่ชาวบ้านต้องการให้ตรวจสารพิษทุกเดือน เนื่องจากพบสารหนูในแม่น้ำในเขตเมือง ได้แก่ พื้นที่ ต.หาดคำ อ.เมือง จ.หนองคาย พื้นที่ ต.ท่าไคร้ อ.เมือง จ.บึงกาฬ และพบการทำเหมืองเถื่อนที่ อ.ท่าลี่ จ.เลย พบว่าใน สปป.ลาว และเวียดนาม ตื่นตัวกับการทำเหมืองแร่หายาก รวมถึงไทยที่มี MOU กับสหรัฐอเมริกาเรื่องแร่หายาก ซึ่งมีความห่วงกังวลเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามเครือข่ายประชาชนจะรณรงค์และมีส่วนร่วมแก้ปัญหามลพิษในแม่น้ำโขงและผลักดันพรรคการเมืองให้ร่วมด้วย ขอให้รัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหามลพิษโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม

            นายธีระพงศ์  โพธิ์มั่น ผู้อำนวยการสมาคมสถาบันชุมชนลุ่มน้ำโขง กล่าวว่า ลุ่มน้ำโขงเป็นเกษตรดินโปร่งที่ชาวบ้านอาศัยยังชีพและใช้ในการเพาะปลูก เมื่อเกิดมลพิษทำให้ไม่สามารถยังชีพอยู่ได้ คนวัยแรงงานจึงออกไปทำมาหากินที่อื่น คงเหลือแต่คนกลุ่มเปราะบางในหมู่บ้าน ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้หญิง ผู้พิการ และคนชาติพันธุ์ต่าง ๆ ซึ่งเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ การปรับตัวกับการเผชิญปัญหาและการจัดการมลพิษในแม่น้ำเป็นไปอย่างยากลำบาก ขอให้รัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหามลพิษ

            นางสาวเพ็ญโฉม  แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า ปัญหามลพิษในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง นับเป็นมลพิษข้ามพรมแดนที่ต้องแก้ไขในระดับประเทศและระดับภูมิภาค ซึ่งขับเคลื่อนโดยคณะรัฐมนตรี หาคำตอบร่วมกันระหว่างประเทศเมียนมา ไทย ลาว และจีน รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศจำเป็นต้องมีแผนปฏิบัติการในการรับมือกับภาวะการปนเปื้อนที่เกิดขึ้นจากการทำเหมืองแร่ การแก้ปัญหาต้องมีแกนกลางสั่งการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาร่วมมือกันปฏิบัติการ วิเคราะห์ผลการปฏิบัติงานและวางแผนปรับแก้ไขร่วมกัน และต้องมีมาตรการช่วยเหลือประชาชน เช่น การทดแทนอาชีพ การยังชีพ ที่ผ่านมาประชาชนเครียดไม่มีทางออก ปัญหานี้อาจร้ายแรงส่งผลกระทบถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศได้ ขอให้รัฐบาลมีธรรมาภิบาลและเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน มีนโยบายเกี่ยวกับปัญหามลพิษ และความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

            รศ.ดร.ธนพล  เพ็ญรัตน์ ผู้อำนวยการหน่วยภารกิจฐานข้อมูลและระบบดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สก.สว.) กล่าวว่า การจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษยังไม่ได้มาตรฐาน และไม่ชัดเจนว่าจัดการหรือไม่ ส่วนการจัดการตนเองเพื่อลดความเสี่ยงของชาวบ้านดำเนินการอยู่ โดยในเดือนมิถุนายน 2568 ได้ตรวจสอบสารพิษที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ พบการปนเปื้อนลดลงซึ่งมีความเป็นไปได้ 2 กรณี คือ มีน้ำเข้ามาเจือจางสารพิษและแพร่กระจาย หรือการปล่อยสารพิษลดลง การเฝ้าระวังจะมีส่วนทำให้ผู้ก่อกำเนิดสารพิษระมัดระวังมากขึ้น ภาครัฐต้องสื่อสารให้สังคมรับรู้ว่าดำเนินการกับแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างไร ทำไปถึงไหน ใช้กลไกตลาดในการจัดการกับองค์กรที่เป็นแหล่งกำเนิดสารพิษ เปิดเผยข้อมูลการปนเปื้อนสารพิษในสิ่งต่าง ๆ แบบไม่เหมารวมเพื่อประกอบการตัดสินใจของประชาชน ขอให้รัฐบาลมีนโยบายผลักดันพระราชบัญญัติอากาศสะอาดให้สำเร็จ ออกกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติและมีกองทุน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการจัดการภัยพิบัติ

            นางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้ความเห็นว่า ปัญหามลพิษเป็นภัยพิบัติจากมนุษย์ที่สะสมมานาน รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณเชิงป้องกันภัยพิบัติ โดยเปลี่ยนมุมมองการจัดการภัยพิบัติต้องดำเนินการในเชิงป้องกันก่อน เพื่อช่วยให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติให้น้อยที่สุด ปัจจุบันรัฐบาลใช้ระเบียบกรมบัญชีกลางจ่ายเงินชดเชย เยียวยา โดยจ่ายหลังจากที่ประชาชนเดือดร้อนเพราะภัยพิบัติแล้ว และมักจะกล่าวว่ารัฐบาลไม่มีงบประมาณ ซึ่งพบว่างบประมาณของประเทศถูกนำไปใช้กับการลงทุนก่อสร้างเป็นจำนวนมหาศาล และการตรวจสอบการใช้งบประมาณยังไม่มีประสิทธิภาพ จึงขอฝากรัฐบาลชุดใหม่ในประเด็นต่อไปนี้

            1. การจัดทำงบประมาณเชิงป้องกันภัยพิบัติ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี และป้องกันภัยพิบัติ

            2. ผู้นำทุกหน่วยงานต้องมีทักษะความสามารถเชิงบูรณาการกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีความรู้ ประสบการณ์ ในการจัดการภัยพิบัติ

            3. ต้องเสริมศักยภาพท้องถิ่นโดยกระจายงบประมาณให้ท้องถิ่นเต็มร้อยละ 35 เพื่อนำไปใช้ในการป้องกันภัยพิบัติ

            4. เสริมศักยภาพจังหวัด และสถาบันวิชาการในจังหวัด ร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ด้านภัยพิบัติต่าง ๆ และดำเนินการประเมินความเสี่ยง การเฝ้าระวัง การจัดการตนเองก่อนเกิด ระหว่าง และหลังเกิดภัยพิบัติ รวมทั้งปลูกฝังความรู้ด้านภัยพิบัติให้แก่เด็กและเยาวชน

เลื่อนขึ้นด้านบน