กสม. สุภัทรา ร่วมบรรยายพิเศษแนวทางการจัดการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลหลากหลายทางเพศกับประเด็นอัตลักษณ์ทับซ้อนในระดับนานาประเทศ

16/12/2568 94

            เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เวลา 12.30 น. ที่ห้องประชุม ชั้น 10 กระทรวงยุติธรรม นางสาวสุภัทรา  นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) เข้าร่วมงานประชุม “เสวนาอรรธนารีศวร” และงานมอบ “รางวัลอรรธนารีศวร” ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2568 จัดโดย สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และ สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดและส่งเสริมการขจัดการเลือกปฏิบัติ รวมถึงยกย่องและเชิดชูเกียรติบุคคล หน่วยงาน และองค์กรภาคธุรกิจที่อุทิศตนทำงานด้านการส่งเสริมสุขภาวะ และสิทธิมนุษยชนของผู้มีความหลากหลายทางเพศ

            ในช่วงของการบรรยายพิเศษ “การศึกษาเปรียบเทียบประเด็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลหลากหลายทางเพศที่มีอัตลักษณ์ทับซ้อนในทุกมิติทางสังคมในสังคมโลก และความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนนโยบายและกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลในประเทศไทย” โดยกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวบรรยายถึงประเด็นต่าง ๆ แบ่งได้ ดังนี้

            (1) หลักความเสมอภาคและการห้ามเลือกปฏิบัติในกรอบสิทธิมนุษยชนสากล หลักความเสมอภาคและการห้ามเลือกปฏิบัติเป็นหลักการพื้นฐานของแนวคิดสิทธิมนุษยชนสากล ปรากฏอย่างชัดเจนในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights: UDHR) ซึ่งรับรองว่ามนุษย์ทุกคนย่อมมีศักดิ์ศรีและสิทธิเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ หลักการดังกล่าวบัญญัติในกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีจำนวน 8 ฉบับ ซึ่งกำหนดพันธกรณีให้รัฐต้องคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการเลือกปฏิบัติทั้งทางตรงและทางอ้อม นอกจากนี้ หลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 10 ว่าด้วยการลดความไม่เสมอภาคภายในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งเน้นการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังและการสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสและทรัพยากรได้อย่างเท่าเทียม

            (2) สถานการณ์การเลือกปฏิบัติในสังคมไทย แม้ประเทศไทยจะยอมรับหลักการความเสมอภาคในระดับนโยบายและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ในทางปฏิบัติยังปรากฏสถานการณ์การเลือกปฏิบัติในหลายมิติ ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ การเลือกปฏิบัติต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ เช่น การจำกัดการแต่งกายตามเพศกำเนิด การเข้าไม่ถึงฮอร์โมนของผู้ต้องขัง และการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ประกอบอาชีพบริการทางเพศอย่างไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ ยังพบการเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ เช่น การปฏิเสธรับเข้าทำงานหรือการเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์สูงกว่าปกติ รวมถึงการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการและกลุ่มชาติพันธุ์ในการเข้าถึงบริการสาธารณะและบริการสาธารณสุข ตลอดจนกฎหมายและนโยบายบางประการที่มีลักษณะเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังฝังรากอยู่ในสังคมไทย

            (3) กฎหมายว่าด้วยความเสมอเสอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ จากการศึกษาของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในปี 2560 ได้มีข้อเสนอแนะให้ยกเลิกการพึ่งพากฎหมายเฉพาะกลุ่ม และนำหลักการห้ามเลือกปฏิบัติไปรวมไว้ในกฎหมายกลางฉบับเดียว เพื่อคุ้มครองบุคคลทุกคนอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม เหตุผลสำคัญคือ ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายกลางที่ห้ามการเลือกปฏิบัติในภาพรวม แต่มีเพียงกฎหมายที่คุ้มครองเฉพาะบางกลุ่ม ซึ่งก่อให้เกิดช่องว่างในการคุ้มครองสิทธิ และทำให้ผู้ที่ไม่อยู่ในกลุ่มที่กฎหมายเฉพาะคุ้มครองไม่สามารถเข้าถึงกลไกการเยียวยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            (4) การขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลและแนวทางเชิงสิทธิมนุษยชน การผลักดันร่างพระราชบัญญัติการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2560 โดยโดยเครือข่ายภาคประชาสังคม เครือข่าย นักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน และนักวิชาการ และต่อมาได้มีการประชุมหารือผลักดันทำงานร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพฯ จนเมื่อปี 2566 กระทรวงยุติธรรมยื่นเสนอร่างฉบับกระทรวงต่อคณะรัฐมนตรี และรัฐบาลสมัยดังกล่าว มีมติให้ Fast Track ร่าง พ.ร.บ. การขจัดการเลือกปฏิบัติฯ ฉบับกระทรวง อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ. ฉบับกระทรวงยุติธรรมได้สิ้นสถานะลงจากการเปลี่ยนรัฐบาลในปี 2568 กระบวนการดังกล่าวสะท้อนถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างและการเมือง ในขณะเดียวกัน ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการตีตราและการเลือกปฏิบัติในสังคมไทยยังคงประกอบด้วยความไม่รู้ ความกลัวทัศนคติทางสังคม และข้อจำกัดของกฎหมายและนโยบายของรัฐ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องอาศัยแนวทางสิทธิมนุษยชน (rights-based approach) ควบคู่กับการใช้ “4 Lenses” ได้แก่ เลนส์ความหลากหลาย เลนส์เพศสภาพและเพศวิถีและเลนส์อัตลักษณ์ทับซ้อน เพื่อช่วยให้เห็นและเคารพความแตกต่างอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ รัฐมีหน้าที่หลักในการเคารพ (respect) ปกป้อง (protect) และทำให้สิทธิมนุษยชนเป็นจริง (fulfil) เพื่อสร้างสังคมที่ปราศจากการเลือกปฏิบัติอย่างยั่งยืน

            นอกจากนี้ ภายในงานดังกล่าว มีการบรรยายจากคุณ Henry Tse นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อส่งเสริมความหลากหลายทางเพศในฮ่องกง และคุณ Savanh Tanhchareun จาก Equality Australia ประเทศออสเตรเลีย รวมถึงมีการจัดนิทรรศการ การเลือกปฏิบัติ คุณค่าที่ถูกละเลยจากสังคม และการมอบรางวัลอรรธนารีศวร” ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 100 คน

เลื่อนขึ้นด้านบน