สำนักงาน กสม. ภาคอีสาน ร่วมภาคีเครือข่ายประมวลสถานการณ์สิทธิมนุษยชนอีสานรอบปี 2569 และรับฟังข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

24/09/2569 102

            เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ที่ห้องดอกคูณ ชั้น 4 โรงแรมเจริญธานี อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อประมวลสถานการณ์สิทธิมนุษยชนและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในประเด็นสิทธิมนุษยชนที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างมีส่วนร่วม โดยมีนายไพโรจน์  พลเพชร ที่ประปรึกษาประจำ กสม. เข้าร่วมงานและเป็นวิทยากร และนายภพธรรม สุนันธรรม ผู้อำนวยการสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวเปิดกิจกรรม ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยผู้แทนภาคประชาสังคม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้แทนชุมชนที่ได้รับผลกระทบ นักวิชาการ สื่อมวลชน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

            กิจกรรมดังกล่าวดำเนินการภายใต้โครงการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนเพื่อสร้างวัฒนธรรมการเคารพสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ มีวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรม 3 ข้อ คือ 1) ประมวลสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในภาคอีสานรอบปีงบประมาณ 2569 ทั้งด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และสิทธิของประชากรกลุ่มเฉพาะ 2) เปิดพื้นที่ให้ภาคีเครือข่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลการขับเคลื่อนงานสิทธิมนุษยชนจากแต่ละพื้นที่ และ 3) ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และช่องว่างทางกฎหมายและนโยบายที่เป็นประเด็นผลกระทบสิทธิมนุษยชน เพื่อนำไปสู่ฉากทัศน์และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนในแต่ละประเด็นทั้งในระยะเร่งด่วนและในระยะยาว

            กิจกรรมในช่วงเช้าเริ่มด้วยการอภิปรายหัวข้อ "จับตาภาพรวมสถานการณ์สิทธิมนุษยชนอีสานในรอบปี" ผู้ร่วมอภิปรายได้แก่ 1) นายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำ กสม. 2) ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3) นายโกวิท โพธิสาร บรรณาธิการสื่อ The Isaan Record และ 4) นายณัฐวุฒิ กรมภักดี เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน (กป.อพช.อีสาน) มาร่วมสะท้อนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ผ่านมุมของภาคประชาสังคม ภาควิชาการ สื่อมวลชน และการให้ข้อเสนอแนะในภาพรวมเพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาในเชิงนโยบาย

            สถานการณ์ที่นำมาแลกเปลี่ยนมีหลายด้าน ทั้งประเด็นที่ดินและที่อยู่อาศัย เช่น กรณีการเตรียมประกาศอุทยานแห่งชาตินายูง–น้ำโสม จังหวัดอุดรธานีและเลย การขยายแนวเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น ปัญหาแนวเขตที่ดินอุทยานแห่งชาติทับลาน อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ปัญหาผลกระทบของชุมชนริมทางรถไฟกับโครงการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีในจังหวัดขอนแก่น และสถานการณ์การแก้ปัญหาคนไร้บ้านที่ไม่คำนึงถึงความเหมาะสม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการพบปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาว ซึ่งเกิดความกังวลต่อการทำลายระบบนิเวศสัตว์น้ำ และการทำประมงของเกษตรกร การตรวจพบสารโลหะหนักและสารหนูในแม่น้ำโขงที่ยังคงรอความชัดเจนด้านข้อมูลและการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาจากทุกภาคส่วน ผลกระทบจากเขื่อนปากมูลที่ยังคงส่งผลต่อวิถีชีวิตและที่อยู่อาศัย และการเยียวยา การอนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่โปแตชที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา และการสำรวจเหมืองแร่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี สกลนคร และนครพนม และความเสี่ยงจากอุทกภัย ด้านสิทธิพลเมือง มีการฟ้องคดีต่อสื่อมวลชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในลักษณะการฟ้องปิดปาก (SLAPP) นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการคุ้มครองแรงงานโดยเฉพาะกรณีการเยียวยาแรงงานเบอร์รี่และการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่แรงงานไทยที่จะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ และผลกระทบต่อประชาชนตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

            กิจกรรมในช่วงบ่ายเป็นการแบ่งกลุ่มเพื่อระดมความคิดเห็น หัวข้อ "ฝ่าทางตันหันหาทางออก : ปัจจุบันและอนาคตสิทธิมนุษยชนในอีสาน" แต่ละกลุ่มวิเคราะห์ จุดอ่อนและจุดแข็งจากสถานการณ์และกระบวนการทำงานที่เป็นปัจจัยหนุนเสริมและข้อท้าทายที่เป็นอุปสรรค และเชื่อมโยงประเด็นเพื่อหาปัญหา ข้อกฎหมาย นโยบายของรัฐ ที่เป็นอุปสรรคแล้วออกแบบแผนงานสำหรับแก้ปัญหาระยะเร่งด่วน จากนั้นผู้แทนในแต่ละประเด็นจากผู้เข้าร่วมนำเสนอผล ในหัวข้อ "ฉากทัศน์สิทธิมนุษยชนอีสานและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหา" โดยที่ประชุมสะท้อนข้อกังวลต่อผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่และการลงทุนข้ามพรมแดน นโยบายอนุรักษ์ที่ทับซ้อนกับที่ดินทำกินของชุมชนดั้งเดิม ความเหลื่อมล้ำด้านค่าจ้างและความเสี่ยงที่แรงงานจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี AI รวมถึงความมั่นคงทางอาหารของเกษตรกรที่มีข้อกังวลเรื่องของกฎหมายเมล็ดพันธุ์ที่อาจจะมีการแก้ไขหากไทยเข้าร่วมผูกพันตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ฉบับปี 1991 (อนุสัญญา UPOV 1991) และส่งผลต่อสิทธิของเกษตรกรทั้งประเทศ โดยข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำคัญจากการระดมความเห็น มีดังนี้

            1. การจัดตั้งกลไกการเฝ้าระวังและการแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนเชิงรุก โดยแบ่งเป็นการให้ สำนักงาน กสม. นำประเด็นสถานการณ์และข้อห่วงกังวลด้านสิทธิมนุษยชนอันจะส่งผลกระทบในวงกว้างที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน มาจัดเวทีเพื่อพูดคุยเพื่อสร้างความชัดเจนด้านข้อมูลและแนวทางการแก้ปัญหาและเป็นการสร้างความรู้และการมีส่วนร่วมให้ภาคประชาชน ผ่านการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย และการออกแบบให้เกิดโรงเรียนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนภาคอีสาน เพื่อเสริมพลังเยาวชนและเครือข่ายชุมชนให้รู้เท่าทันสถานการณ์ นโยบาย กฎหมายและเทคโนโลยี โดยให้มีการจัดทำหลักสูตรการเรียนรู้ที่มาจากพื้นที่ และเป็นลักษณะการดำเนินงานที่มีพื้นที่สนามการเรียนรู้ในพื้นที่จริงเป็นระยะ ที่สามารถให้เกิดการฝึกทักษะและติดตามและพัฒนาผู้เรียนได้อย่างต่อเนื่อง

            2. ภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) และผลกระทบสะสม (CEA) ก่อนเริ่มโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเขื่อนและเหมืองแร่ ซึ่งต้องครอบคลุมผลกระทบข้ามพรมแดนด้วย และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างแท้จริงที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับนโยบายและการตัดสินใจกำหนดแผน และยุทธศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและการพัฒนา รวมถึงแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่การมีส่วนร่วมต่อการรับฟังความคิดเห็นเพียงอย่างเดียวซึ่งเป็นกระบวนการปลายทาง

            3. การมุ่งเน้นให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ทำงานเชิงรุกมากขึ้น ด้วยกลไกตรวจสอบที่รวดเร็ว มุ่งเน้นการเปิดเผยข้อมูลโครงการของรัฐต่อสาธารณะ และการแก้ไขให้เกิดกฎหมายและกลไกที่ทำให้การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากการฟ้องปิดปากเป็นผลอย่างแท้จริง ตลอดจนให้ กสม. ร่วมติดตาม ผลักดัน กับภาคีเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ให้เกิดการแก้ปัญหาในเชิงผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับกรณีที่ กสม. ได้ออกข้อเสนอแนะจากการตรวจสอบและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย รวมไปถึงการนำอำนาจการฟ้องคดีแทนผู้เสียหายในประเด็นที่ กสม. พบว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เป็นวงกว้าง อันเป็นเครื่องมือที่จะช่วยยกระดับให้เกิดความเป็นธรรมและหนุนเสริมให้ภาคประชาชนสามารถเข้าถึงการแก้ไขปัญหาและการเยียวยาด้านสิทธิมนุษยชนได้มากขึ้น

            4. มุ่งการแก้ไขกฎหมายในทุกระดับเพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจและส่งเสริมการมีส่วนร่วมที่แท้จริง โดยกระบวนการรับฟังความคิดเห็นต้องให้ความสำคัญกับเสียงของผู้ได้รับผลกระทบ

            5. คำนึงถึงจริยธรรมในการใช้ AI และการนำ AI มาขับเคลื่อนในนโยบายการพัฒนาต่าง ๆ ซึ่งในอนาคตอาจสร้างผลกระทบต่อประชาชน พื้นที่สำหรับเก็บข้อมูล วิถีชีวิตและการจ้างงานของผู้คนอย่างรุนแรง

            6. การสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำศูนย์ข้อมูลด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิชุมชน เพื่อย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่ายเห็นภาพสำหรับให้ประชาชนเข้าถึงและเรียนรู้ว่าประชาชนและชุมชนมีสิทธิในกฎหมายนั้น ๆ ในขั้นตอนอย่างไร

            7. การผลักดันให้เยาวชนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนในอนาคต ผ่านการสนับสนุน การออกแบบและการสร้างหลักสูตรการเรียนรู้ทั้งในสถาบันการศึกษาและระดับชุมชน

            ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะนำข้อมูลและข้อเสนอแนะจากการประชุมไปจัดทำรายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในพื้นที่ พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามหน้าที่และอำนาจ และสำนักงานฯ จะได้ร่วมกับภาคประชาสังคม ชุมชน และภาคีเครือข่าย ในการวางรายละเอียดแผนงานที่จะนำไปสู่การร่วมกันเฝ้าระวังสถานการณ์และขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

เลื่อนขึ้นด้านบน