สำนักงาน กสม. ร่วมภาคีเครือข่าย จัดประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี มุ่งผลักดันปฏิญญาอาเซียนฯ สู่แนวปฏิบัติระดับประเทศและแผนปฏิบัติการระดับภูมิภาค

25/08/2569 11

            เมื่อวันที่ 20 – 21 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR) สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการตามปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน ณ โรงแรมที.เค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และเครือข่ายประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมเข้าร่วม

            การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงที่ AICHR อยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับภูมิภาค (Regional Plan of Action: RPA) เพื่อขับเคลื่อนสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน โดยเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกอาเซียนจัดส่งข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา ช่องว่าง แนวปฏิบัติที่ดี และข้อเสนอเชิงปฏิบัติผ่านกระบวนการรับฟังข้อมูล (Call for Inputs)

            สำนักงาน กสม. และภาคีเครือข่ายจึงร่วมกันจัดเวทีดังกล่าวขึ้น เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชน แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของประเทศไทย และจัดทำข้อเสนอที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ สำหรับใช้ประกอบการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับภูมิภาค รวมถึงเป็นแนวทางบูรณาการหลักสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีเข้าสู่แผนงานและภารกิจของหน่วยงานภาครัฐในระดับชาติ

            ในช่วงเปิดการประชุม นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า การขับเคลื่อนสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายและแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน การจัดสรรงบประมาณ และการเชื่อมโยงแผนงานกับการปฏิบัติในพื้นที่

            การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมจึงควรให้ความสำคัญกับการป้องกันผลกระทบตั้งแต่ระดับแผนแม่บท แผนปฏิบัติการ โครงการ และงบประมาณ ไม่ควรรอให้เกิดปัญหาแล้วจึงดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยา ทั้งนี้ การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมควรคำนึงถึงกลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเป็นพิเศษ เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ คนยากจน กลุ่มชาติพันธุ์ และชุมชนท้องถิ่น รวมถึงควรมีมาตรการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม

            กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการบรรยายและอภิปรายเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยมีนางสาวร่มฉัตร วชิรรัตนากุล เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ นำเสนอหลักการสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการใช้สิทธิมนุษยชนด้านอื่น ๆ เช่น สิทธิในชีวิตและสิทธิในสุขภาพ ตลอดจนเป็นพันธกรณีที่รัฐต้องดำเนินการ มิใช่ทางเลือก ด้าน ผศ.ดร.ภาณุภัทร จิตเที่ยง ผู้แทนไทยใน AICHR นำเสนอกรอบปฏิญญาอาเซียนฯ และแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับภูมิภาค ขณะที่ผู้แทนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ร่วมถอดบทเรียนการขับเคลื่อนแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและแผนปฏิบัติการด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP-BHR) เพื่อเชื่อมโยงสู่การจัดทำแผนระดับชาติที่รองรับสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี

            ในช่วงบ่าย ผู้เข้าร่วมประชุมแบ่งกลุ่มย่อย 6 กลุ่มตามองค์ประกอบของสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อร่วมกันระบุปัญหา แนวปฏิบัติที่ดี และข้อเสนอเชิงปฏิบัติสำหรับนำเสนอต่อ AICHR โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

            กลุ่มที่ 1 อากาศสะอาด หารือปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ไฟป่า และมลพิษข้ามพรมแดน พร้อมเสนอให้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชนเป็นฐาน ผลักดันกฎหมายว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR) และจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาด นอกจากนี้ ยังวิเคราะห์ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบราชการที่มีลักษณะแยกส่วน รวมถึงอิทธิพลของกลุ่มทุนต่อการกำหนดนโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งอาจทำให้การแก้ไขปัญหาขาดประสิทธิภาพ

            กลุ่มที่ 2 สภาพภูมิอากาศที่ปลอดภัย หารือปัญหาความเหลื่อมล้ำและผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเปราะบาง พร้อมเสนอให้กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในการตัดสินใจด้านการปรับตัวและการบริหารจัดการทรัพยากร รวมทั้งปฏิรูประบบงบประมาณและตัวชี้วัด เพื่อประเมินผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิตและความสามารถในการรับมือกับผลกระทบ มิใช่พิจารณาเฉพาะการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน

            กลุ่มที่ 3 น้ำที่ปลอดภัยและเพียงพอ หารือปัญหาความซ้ำซ้อนด้านอำนาจหน้าที่และงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงปัญหาน้ำข้ามพรมแดนที่ยังขาดความร่วมมือในระดับลุ่มน้ำ โดยเสนอให้ทบทวนกฎหมายที่มีความซ้ำซ้อน เช่น พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ยกระดับคุณภาพน้ำประปาให้ประชาชนสามารถบริโภคได้ทั่วประเทศ และส่งเสริมการใช้แนวทางแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) โดยเฉพาะในพื้นที่ชุ่มน้ำ

            กลุ่มที่ 4 อาหารที่ปลอดภัยและผลิตอย่างยั่งยืน หารือความท้าทายจากสารพิษและโลหะหนักตกค้างในอาหาร การผูกขาดเมล็ดพันธุ์ และการฟอกเขียวผ่านโครงการคาร์บอนเครดิต โดยเสนอให้รัฐส่งเสริมเกษตรนิเวศเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร และเสนอให้ประเทศไทยไม่เข้าร่วมความตกลง UPOV 1991 รวมทั้งไม่แก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เพื่อคุ้มครองสิทธิของชุมชนและอธิปไตยเหนือเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น

            กลุ่มที่ 5 สภาพแวดล้อมที่ปราศจากสารพิษ หารือปัญหาการปนเปื้อนของขยะอุตสาหกรรมและสารเคมีในแหล่งน้ำ เช่น กรณีแม่น้ำกก พร้อมเสนอให้นำหลักการธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (BHR) และการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights and Environmental Due Diligence: HREDD) มาใช้ในการกำกับดูแลภาคธุรกิจอย่างจริงจัง รวมถึงจัดทำข้อมูลพื้นฐานด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมก่อนการจัดตั้งโรงงาน เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการติดตามผลกระทบและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ตลอดจนผลักดันกฎหมายการเปิดเผยการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Register: PRTR) หรือกฎหมาย PRTR

            กลุ่มที่ 6 ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพที่สมบูรณ์ หารือปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและความสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่า เช่น กรณีชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย รวมถึงผลกระทบข้ามพรมแดนจากการก่อสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง โดยเสนอให้มีการประเมินผลกระทบทางสังคมและวิถีชีวิตข้ามพรมแดน จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมโดยให้ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย และส่งเสริมกลไกคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม

            ในวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมได้นำเสนอผลการระดมความเห็นจากทั้ง 6 กลุ่ม และร่วมกันแลกเปลี่ยนเพื่อปรับปรุงข้อเสนอให้มีความชัดเจนและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยมี ดร.กฤษฎา บุญชัย เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ดำเนินรายการ

            ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า การขับเคลื่อนสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีไม่จำเป็นต้องจัดทำแผนใหม่จำนวนมาก แต่ควรทบทวนและปรับปรุงกฎหมาย ยุทธศาสตร์ แผนงาน และกลไกที่มีอยู่ให้รองรับหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด หน่วยงานรับผิดชอบ และกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน ทั้งในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว

สำหรับระดับภูมิภาค มีข้อเสนอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนพัฒนาระบบติดตามและเปิดเผยข้อมูลคุณภาพอากาศ ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลสิ่งแวดล้อม การประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน และกลไกความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบข้ามพรมแดนและไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง

            ผลจากการประชุมจะนำไปประมวลเป็นข้อมูลของประเทศไทยเพื่อจัดส่งเข้าสู่กระบวนการ Call for Inputs ของ AICHR ประกอบการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับภูมิภาค และใช้เป็นฐานในการจัดทำแนวทางบูรณาการกรอบสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีเข้าสู่แผนงานและภารกิจของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

            สำนักงาน กสม. และภาคีเครือข่ายจะร่วมกันติดตามและผลักดันข้อเสนอจากเวทีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูล มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และได้รับความคุ้มครองจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นธรรม อันจะนำไปสู่การส่งเสริมสิทธิของทุกคนในการดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://environment-day-88061.web.app/

เลื่อนขึ้นด้านบน