สำนักงาน กสม. ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะบุคคลในพื้นที่ อ.อุ้มผาง ภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน

01/07/2569 40

          ระหว่างวันที่ 22 – 26 มิถุนายน 2569 ที่ว่าการอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ร่วมกับทีมบูรณาการจากภาคีเครือข่าย ได้แก่ กรมการปกครอง กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดตาก คลินิกกฎหมายอุ้มผาง โรงพยาบาลอุ้มผาง มูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เครือข่ายคณะทำงานเด็ก G ที่ทำการปกครองอำเภออุ้มผาง และศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษพื้นที่ 7 จัดกิจกรรมออกหน่วยคลินิกสิทธิมนุษยชนเคลื่อนที่ ภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชนเพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะบุคคล สำหรับกลุ่มคนไทยตกหล่นทางทะเบียนราษฎรและกลุ่มเด็กนักเรียนที่มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยอักษร G ในพื้นที่อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก

          การดำเนินงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคมในการแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะบุคคลให้แก่ประชาชนที่มีสิทธิตามกฎหมายแต่ยังไม่มีชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) หรือขาดพยานหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์สถานะบุคคลและสัญชาติ เพื่อให้สามารถเข้าสู่กระบวนการแจ้งเกิดเกินกำหนดหรือขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งสนับสนุนการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตลอดจนเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของเด็กนักเรียนที่มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยอักษร G ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 เรื่อง หลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานานและกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร เพื่อให้บุคคลที่มีสิทธิตามกฎหมายได้รับการรับรองสถานะบุคคลและสัญชาติ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

          กิจกรรมประกอบด้วยการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเตรียมความพร้อมของทีมบูรณาการจากหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคม และการเสวนาแลกเปลี่ยนสถานการณ์ปัญหา ผลการดำเนินงานด้านการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคล รวมถึงการเสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่าง ๆ โดยมีนางสาววันรุ่ง แสนแก้ว ผู้อำนวยการสำนักรับเรื่องร้องเรียนและประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายมาโนช โพธิ์เนียม นายอำเภออุ้มผาง นายนพรุจ โสภารักษ์ ผู้แทนส่วนสัญชาติและการทะเบียนและบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสัญชาติไทย นายยุทธพล พวกสนิท ผู้แทนส่วนการทะเบียนราษฎร สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง นางสาววิกานดา พัติบูรณ์ ผู้จัดการคลินิกกฎหมายอุ้มผาง โรงพยาบาลอุ้มผาง นายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล และนายสุมิตร วอพะพอ ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานะบุคคล มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย นางสาวกิติพร บุญอ่ำ นักวิชาการสิทธิมนุษยชนเชี่ยวชาญ

          ตลอดระยะเวลา 5 วันของการดำเนินกิจกรรม ทีมบูรณาการจากทุกภาคส่วนได้ร่วมกันให้คำปรึกษาด้านสิทธิและสถานะบุคคล รับคำร้องเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคล ตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน รวมทั้งออกบัตรประจำตัวให้แก่ผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนโดยกรมการปกครอง ทั้งนี้ การดำเนินงานยึดหลัก "โปร่งใส ไม่มีค่าใช้จ่าย" เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและป้องกันการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 668 คน ในจำนวนนี้มีผู้ยื่นคำร้องเพื่อแก้ไขปัญหาสถานะบุคคล กรณีกลุ่มเด็กนักเรียนที่มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยอักษร G ซึ่งมีเอกสารและพยานหลักฐานครบถ้วน จำนวน 172 ราย และประชาชนที่มีสิทธิตามกฎหมายแต่ยังไม่มีชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) หรือขาดพยานหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์สถานะบุคคลและสัญชาติ เพื่อให้สามารถเข้าสู่กระบวนการแจ้งเกิดเกินกำหนดหรือขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งสนับสนุนการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 จำนวน 66 ราย

          การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับภารกิจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยมุ่งให้ผู้ที่มีสิทธิตามกฎหมายแต่ยังตกหล่นจากระบบทะเบียนราษฎรและการรับรองสัญชาติ ได้เข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลตามกฎหมาย อันจะนำไปสู่การได้รับการรับรองสถานะบุคคล การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน และการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันจะส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

#คลินิกสิทธิมนุษยชนกสม

เลื่อนขึ้นด้านบน