สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคเหนือ จัดกิจกรรม “การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรีกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคเหนือ

22/05/2569 13

          เมื่อวันที่ 19–20 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมอโมร่า ท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พื้นที่ภาคเหนือ (สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคเหนือ)  จัดกิจกรรม “กสม.ภาคเหนือสัญจรครั้งที่1” ภายใต้หัวข้อ “การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรีกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคเหนือ” เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน สร้างเครือข่ายความร่วมมือและผลักดันกลไกการคุ้มครองเด็กและสตรีกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคเหนือให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยมี นางสาวสุภัทรา  นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายภาณุพันธ์  สมสกุล ที่ปรึกษาสำนักงาน กสม. ด้านสิทธิมนุษยชน ร่วมเป็นประธานและวิทยากร พร้อมด้วย นายพิชิตชัย  เกลอดู นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ นายเกรียงไกร  ยอดเรือน นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ นางสาวแม้นวาด  วิบูลย์จักร นักสังคมสงเคราะห์ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ นางสาวสิระกาญจน์  มูลแก้ว พนักงานคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สำนักงานยุติธรรมจังหวัดเชียงใหม่ และนางสาววชิรกรณ์  ภัทรเคหะ กรรมการสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT) ร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแก่ผู้เข้าร่วม

          วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายภาณุพันธ์  สมสกุล ที่ปรึกษาสำนักงาน กสม. ด้านสิทธิมนุษยชน กล่าวต้อนรับและชี้แจงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรม พร้อมบรรยายในหัวข้อ “กลไกสิทธิมนุษยชนกับการคุ้มครองเด็กและสตรีกลุ่มชาติพันธุ์” โดยกล่าวถึงหลักการสำคัญของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) และอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) ตลอดจนภารกิจของสำนักงาน กสม. ในการตรวจสอบและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย รวมทั้งแนะนำบทบาทการทำงานของสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคเหนือแก่ผู้เข้าร่วม      

          จากนั้นเป็นเวทีเสวนาในหัวข้อ “สานพลังคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเพื่อแก้ไขความรุนแรงต่อเด็กและสตรีกลุ่มชาติพันธุ์” โดยวิทยากรจากหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคมร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการช่วยเหลือและคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งด้านกฎหมาย สุขภาพกายและจิตใจ การคุ้มครองสวัสดิภาพ และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม พร้อมสะท้อนปัญหาความรุนแรงในครอบครัว การล่วงละเมิดทางเพศ ปัญหาสถานะบุคคล ภาษา จารีตประเพณี และข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการของรัฐในพื้นที่ห่างไกล

          โดย สำนักงานยุติธรรมจังหวัดเชียงใหม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของกองทุนยุติธรรมในการช่วยเหลือด้านประกันตัว ค่าดำเนินคดี การเยียวยาผู้เสียหายจากคดีอาญาและความรุนแรงทางเพศ รวมถึงมาตรการคุ้มครองพยานและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชน ขณะที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่เน้นย้ำการดูแลสุขภาวะทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพจิตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มสตรีและเด็ก

          ด้านสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่สะท้อนว่า ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปัจจัยยาเสพติดและแอลกอฮอล์ พร้อมประชาสัมพันธ์ช่องทางสายด่วน 1300 เพื่อเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพ ขณะที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่เน้นการสร้างความเข้าใจเรื่องสิทธิ หน้าที่ และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม รวมถึงการเฝ้าระวังจารีตหรือความเชื่อที่อาจกระทบต่อสิทธิมนุษยชน

          สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT) ได้สะท้อนปัญหาการละเมิดสิทธิเด็กและสตรี รวมถึงข้อจำกัดจากภาษา สถานะบุคคล และจารีตประเพณีที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม พร้อมเสนอให้มีการสร้างศูนย์ร้องเรียนและสนับสนุนองค์ความรู้ด้านสิทธิในระดับชุมชน

          ในช่วงบ่าย มีการแบ่งกลุ่มย่อยระดมความคิดเห็นจากเครือข่ายสตรีชาติพันธุ์ 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มชาติพันธุ์ลีซู ลาหู่ อาข่า ม้ง ไทใหญ่ และปกาเกอะญอ เพื่อสะท้อนปัญหาในพื้นที่ โดยพบว่าหลายพื้นที่ประสบปัญหาด้านการคมนาคม สัญญาณสื่อสาร การประกอบอาชีพ และการศึกษา ขณะที่ปัญหายาเสพติดถูกสะท้อนว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความรุนแรงต่อเด็กและสตรีในชุมชน

          วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมผ่านระบบ Zoom Meeting โดยเน้นย้ำว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรุกด้านการป้องกันปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ผ่านการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก และสิทธิสตรีในระดับชุมชน

ต่อมา ผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหายาเสพติด และการละเมิดสิทธิของสตรี เด็ก และกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ชาติพันธุ์ โดยเสนอให้มีการสร้างความรู้ด้านกฎหมายและสิทธิในชุมชน จัดตั้งพื้นที่ปลอดภัย เพิ่มช่องทางเข้าถึงความช่วยเหลือ และส่งเสริมการทำงานเชิงรุกของหน่วยงานภาครัฐควบคู่กับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการเฝ้าระวังและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและเครือข่ายชาติพันธุ์ เพื่อพัฒนากลไกการทำงานร่วมกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

          ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและที่ปรึกษาสำนักงาน กสม. ด้านสิทธิมนุษยชน ร่วมให้ข้อเสนอแนะต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาในแต่ละพื้นที่ และเสนอให้หน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายในพื้นที่บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล และพัฒนากลไกการเฝ้าระวัง แจ้งเหตุ และให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตลอดจนสนับสนุนการสร้างเครือข่ายชุมชนและผู้นำท้องถิ่นให้มีบทบาทสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน

          ในช่วงท้าย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวปิดการประชุม พร้อมขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัยพะเยา และเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ร่วมบูรณาการการทำงาน และเน้นย้ำว่า การสร้างวัฒนธรรมการเคารพสิทธิมนุษยชนสามารถเริ่มต้นได้จากตัวบุคคล ครอบครัว และชุมชน

          ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคเหนือ พร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค และร่วมสร้างสังคมที่มีวัฒนธรรมการเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างยั่งยืนต่อไป

เลื่อนขึ้นด้านบน