การศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านบริการช่วยเหลือผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงบนฐานของเพศสภาพ (GBV) แบบบูรณาการที่คำนึงถึงมิติทางเพศ

26/01/2569 11

          วันที่ 20 มกราคม 2569 เวลา 11.00 น. คณะผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคมของปากีสถานและ UN Women เข้าศึกษาดูงานด้านบริการช่วยเหลือผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงบนฐานของเพศสภาพ (GBV) แบบบูรณาการที่คำนึงถึงมิติทางเพศ ณ ห้องประชุม 709 ชั้น 7 สำนักงาน กสม. เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดำเนินงานของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในประเด็นความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ (GBV) และสิทธิสตรี โดยเลขาธิการ กสม. ได้มอบหมายให้นางสาวศศิพิมพ์ อร่ามพิบูลกิจ ผู้อำนวยการสำนักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ พร้อมด้วยผู้แทนสำนักเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน และสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 ให้การต้อนรับ

          ในการศึกษาดูงาน ผู้อำนวยการสำนักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศได้นำเสนอภาพรวมการดำเนินงานของ กสม. ซึ่งมีการดำเนินงานตามหลักการปารีส (Paris Principles) ซึ่ง กสม. ได้รับการจัดระดับสถานะ A สะท้อนความเป็นอิสระและประสิทธิภาพในการทำงาน อนุสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี สถานการณ์สิทธิมนุษยชน การจัดสมัชชาสิทธิมนุษยชนประจำปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 – 2568 กรอบความร่วมมือสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้แก่ เครือข่ายพันธมิตรระดับโลกว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (Global Alliance of National Human Rights Institutions: GANHRI) กรอบความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia Pacific Forum of National Human Rights Institutions : APF) กรอบความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia National Human Rights Institutions Forum : SEANF) นอกจากนี้ กสม. ยังมีบทบาทในการติดตามพันธกรณีระหว่างประเทศของไทย โดยได้ส่งรายงานคู่ขนานการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) ต่อคณะกรรมการสหประชาชาติ และอยู่ระหว่างจัดทำรายงานคู่ขนานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ตามกระบวนการ Universal Periodic Review รอบที่ 4

          ต่อมาผู้แทนจากสำนักเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ได้บรรยายการเฝ้าระวังสถานการณ์ ความรุนแรงในครอบครัวและการดำเนินการของ กสม. ซึ่ง กสม. พบว่ามีสถิติผู้ถูกกระทำความรุนแรงในปี 2567 พุ่งสูงถึง 16,890 ราย หรือเฉลี่ยวันละ 46 ราย โดยมุ่งผลักดันให้การขจัดความรุนแรงในครอบครัวเป็น "วาระแห่งชาติ" ควบคู่ไปกับการสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำฉบับใหม่ที่เน้นหลักการ "ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง" (survivor-centred approach) เพื่อปรับปรุงบทลงโทษและนิยามกฎหมายให้ชัดเจน นอกจากนี้ กสม. ยังเร่งผนึกกำลังกับภาคีเครือข่ายในการรณรงค์ปรับเปลี่ยนบรรทัดฐานทางสังคมและทัศนคติ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ว่าความรุนแรงในบ้าน "ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว" แต่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงที่สังคมต้องร่วมมือกันแก้ไขและคุ้มครองผู้เสียหาย โดยเฉพาะกลุ่มสตรีที่ตกเป็นเหยื่อกว่าร้อยละ 90 ให้ได้รับความปลอดภัยและความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

          ในมิติของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนด้านปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ผู้แทนจากสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 ได้ยกตัวอย่างกรณีตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านสิทธิสตรีและสิทธิความเป็นส่วนตัว กรณีอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมีพฤติกรรมส่งข้อความคุกคามทางเพศนักศึกษา จึงมีข้อเสนอแนะให้มหาวิทยาลัยต้นสังกัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย เพื่อพิจารณาบทลงโทษและเยียวยาผู้เสียหาย พร้อมทั้งผลักดันให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กำกับดูแลให้สถาบันการศึกษาประกาศใช้นโยบาย "ไม่ยอมรับการคุกคามทางเพศทุกรูปแบบ" (Zero Tolerance) และบังคับใช้ประมวลจริยธรรมอย่างเคร่งครัดเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในสถานศึกษา

          ช่วงท้ายของการดูงาน ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับกลไกการจัดการปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ฝ่ายผู้แทนจากปากีสถานได้สอบถามถึงการทำงานด้านสตรีและประเด็นความหลากหลายทางเพศของ กสม. นิยามของ “การคุกคามทางเพศ” ของกฎหมายไทย ผลกระทบเชิงบวกของการดำเนินงาน กสม. ต่อประเด็นปัญหานี้ โดยฝ่ายสำนักงาน กสม. ได้แลกเปลี่ยนว่า กสม. มีบทบาทในการเป็นองค์กรสนับสนุนให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเพื่อให้การดำเนินการของภาครัฐไปตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยได้ทำงานร่วมกับองค์กรทั้งในและระหว่างประเทศ รวมถึง กลไกสหประชาชาติ

 

เลื่อนขึ้นด้านบน