กสม. ประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 6 วิธีการประหารชีวิตโดยการยิงเสียให้ตาย ว่าขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนหรือไม่

18/07/2566 331
          เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2566 เวลา 13.30 น. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว และผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วย นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ที่ปรึกษาประจำ กสม. และเจ้าหน้าที่สำนักกฎหมาย สำนักงาน กสม. ประชุมรับฟังข้อมูลและความเห็นต่อประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 6 วิธีการประหารชีวิตโดยการยิงเสียให้ตาย ว่าขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ร่วมกับนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ตุลาการพระธรรมนูญหัวหน้าศาลทหารกรุงเทพ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้แทนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ผู้แทนกองกฎหมาย
ผู้แทนกองทัณฑปฏิบัติ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ผู้แทนแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ผู้แทนสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และผู้แทนมูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม ณ ห้องประชุม 704 สำนักงาน กสม. และประชุมทางไกลผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting)

          สืบเนื่องจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนกล่าวอ้างว่า ประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 6 บัญญัติว่า “ผู้ใดต้องคำพิพากษาศาลทหารให้ลงอาชญาประหารชีวิต ท่านให้เอาไปยิงเสียให้ตาย” ขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 วรรคสี่ ซึ่งบัญญัติว่า “การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม
จะกระทำมิได้” จึงขอให้เสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยในปัจจุบันการประหารชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 19 กำหนดให้ใช้วิธีการประหารชีวิตโดยการฉีดยาหรือสารพิษให้ตายแทนการยิงให้ตาย ซึ่งประมวลกฎหมายอาญาทหารยังไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ของบุคคล จึงขอให้ตรวจสอบ

          นางสาวสุภัทรา  นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดการประชุมและให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยเป็น 1 ใน 56 ประเทศทั่วโลกที่ยังมีกฎหมายโทษประหารชีวิตและมีการประหารชีวิตอยู่
มี 29 ประเทศ ที่มีกฎหมายโทษประหารชีวิต แต่ไม่ได้ประหารชีวิตใครมาอย่างน้อย 10 ปี และมีนโยบายหรือพันธสัญญาที่มีความเป็นทางการว่าจะไม่ใช้โทษประหารชีวิต ทั้งนี้ การรณรงค์เพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิตมีมาอย่างต่อเนื่อง เพราะขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนและสิทธิในชีวิตซึ่งเป็นสิทธิที่สำคัญที่สุดของสิทธิมนุษยชน

          นายกริชทอง  อ้นจันทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานอภัยโทษ กองทัณฑปฏิบัติ กรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงที่มาของหลักการและเหตุผลการเปลี่ยนวิธีการประหารชีวิตจากการยิงเสียให้ตายมาเป็นการฉีดยาหรือสารพิษให้ตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 19 ว่า เกิดขึ้นจากกรมราชทัณฑ์เสนอให้เปลี่ยนเนื่องจากมองว่าเป็นวิธีการที่ทารุณ โหดร้าย และไร้มนุษยธรรม ไม่สอดคล้องกับยุคสมัย จึงได้ออกเป็น พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาฉบับที่ 16 พ.ศ. 2546 มาตรา 19 และในส่วนมาตรา 3 ต้องไม่ใช้โทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิตกับเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี โดยให้เปลี่ยนเป็นโทษจำคุก 50 ปี แทน

          พลตรีสมพงษ์  จิณสิทธิ์ ตุลาการพระธรรมนูญหัวหน้าศาลทหารกรุงเทพ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ให้ข้อมูลว่าศาลทหารแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) ศาลทหารในเวลาปกติ 2) ศาลทหารในเวลาไม่ปกติ และ 3) ศาลอาญาศึก (ตั้งขึ้นในยามสงคราม) ศาลทหารในเวลาปกติมีการพิจารณา 3 ชั้นเช่นเดียวกับศาลยุติธรรม คือ ชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และชั้นฎีกา โดยศาลทหารชั้นต้นแบ่งเป็น 3 หน่วย คือ ศาลมณฑลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ และศาลประจำหน่วยทหาร ซึ่งตั้งขึ้นระหว่างไปปฏิบัติภารกิจนอกประเทศ ทั้งนี้ ศาลอาญาศึก และศาลประจำหน่วยทหาร มีลักษณะพิเศษคือไม่มีที่ตั้งถาวรแต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการตั้งศาลทั้งสองประเภทแต่อย่างใด

          เหตุผลและความจำเป็นของการบังคับใช้โทษประหารชีวิตด้วยการยิงเสียให้ตายเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 6 ว่าเหมือนกับมาตรการแสดงถึงความเด็ดขาด รวดเร็ว
และยังมีลักษณะแสดงถึงการปกครอง บังคับบัญชารวมอยู่ในศาลทหารด้วย มีกฎหมายพิเศษเฉพาะต่างจากประชาชนทั่วไปใช้บังคับคือประมวลกฎหมายอาญาทหาร ซึ่งมีทั้งหมด 52 มาตรา ในจำนวนนี้มี 15 มาตราเกี่ยวกับโทษประหารชีวิต ที่เกี่ยวข้องทั้งในยามปกติและยามสงคราม ฉะนั้นการลงโทษประหารชีวิตด้วยการยิงจะเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติในยามสงคราม เนื่องจากไม่สามารถฉีดยาได้ จึงเป็นที่มาของหลักการคงการยิงไว้ อย่างไรก็ดี หากมีข้อเสนอแนะไปยังผู้บริหารระดับสูงเพื่อให้ทบทวนแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 6 ที่เกี่ยวกับการประหารชีวิตด้วยการยิง เพื่อให้สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญ 2560 ก็มีความเป็นไปได้

          นายสมเดช พูนนำเภา นิติกรชำนาญการ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า กรมคุ้มครองสิทธิฯ ได้ผลักดันหลักการยกเลิกโทษประหารชีวิตมาตลอดตั้งแต่ปี 2555 เนื่องจากมองว่า 1) ขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเป็นการพรากชีวิต 2) ระบบยุติธรรมทางอาญามีความเสี่ยงที่จะเกิดการเลือกปฏิบัติ หรืออาจเกิดข้อผิดพลาดจากการตัดสินคดีได้ 3) โทษประหารชีวิต ผู้ถูกลงโทษส่วนใหญ่ยากจนและด้อยโอกาส มีโอกาสน้อยที่จะจ้างทนายความที่มีประสบการณ์แก้ต่าง และ 4) การประหารชีวิตไม่ใช่แนวทางยับยั้งการเกิดอาชญากรรมในสังคม ที่ผ่านมากรมคุ้มครองสิทธิฯ มีข้อเสนอต่อ
คณะรัฐมนตรี ดังนี้ 1) ให้แก้ไขกฎหมายที่มีโทษประหารสถานเดียว เป็นให้มีทางเลือกอื่นให้ศาลมีดุลพินิจที่จะไม่ประหาร 2) ควรปรับลดโทษประหารชีวิตลงเป็นจำคุก โดยพิจารณาว่าได้สัดส่วนกับโทษที่กำหนดเดิมให้ประหารชีวิตหรือไม่ และ 3) ยกเลิกโทษประหารชีวิต

          นางสาวเอกทิพย์  เฟื่องฟุ้ง และนางสาวเนาวรัตน์  เสือสะอาด จากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ให้ข้อมูลและความเห็นว่า สถานการณ์การยกเลิกและการบังคับใช้โทษประหารชีวิตของต่างประเทศว่า ในปีที่ผ่านมามี 6 ประเทศยกเลิกโทษประหารชีวิต และในจำนวนนี้มี 4 ประเทศที่ยกเลิกเด็ดขาด คือ ปาปัวนิวกินี คาซัคสถาน แอฟริกากลาง และเซียร์ราลีโอน ส่วนอีก 2 ประเทศ คือ แซมเบีย และอิเควทอเรียลกินี เป็นโทษทั่วไป แต่มีความพยายามหาวิธียกเลิกโทษประหารชีวิตในกฎหมายทหาร สำหรับในภูมิภาคอาเซียน ประเทศที่ยกเลิกได้แก่ กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ส่วนอีก 2 ประเทศที่น่าสนใจคือมาเลเซียและอินโดนีเซีย ที่ผ่านมา ส.ส.ของมาเลเซียอนุมัติร่างกฎหมายที่จะนำไปสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิตสถานเดียว รวมถึงโทษจำคุกตลอดชีวิต ทำให้นักโทษถูกคุมขังประมาณ 1,300 คน ได้รับเลือกพิจารณาจากศาลให้จำคุก 30-40 ปี และเมื่อกฎหมายผ่านนักโทษมีเวลา 90 วันในการยื่นพิจารณาบทลงโทษของตนเอง ส่วนอินโดนีเซียมีการออกกฎหมายอาญาใหม่ ซึ่งเป็นทางเลือกให้ศาล โดยสมมติว่าหากนักโทษถูกลงโทษประหารชีวิตและโดนจำคุก 10 ปี (ประเทศไทยมีประมาณ 100 คน) หลังจากถูกคุมขัง 10 ปี สามารถขอลดโทษจากโทษประหารชีวิตเป็นจำคุกแทนได้

          ทั้งนี้ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องโทษประหารชีวิตโดยการฉีดยาว่า ตามข้อมูลวิจัยของอเมริกามีรายงานว่าการฉีดยาให้ตาย ผลออกมาไม่ตรงตามที่ต้องการ นักโทษได้รับความเจ็บปวดระหว่างฉีดยาให้เสียชีวิต การฉีดยาพบว่ามีข้อผิดพลาดมากที่สุดถึงร้อยละ 7 ซึ่งปัจจุบันมีรัฐอลาบามา รัฐโอไฮโอ และรัฐเทนเนสซี ระงับวิธีการฉีดยาชั่วคราวและระงับการประหารชีวิตชั่วคราว จึงไม่ควรมาพูดกันว่าเราจะฆ่าคนด้วยวิธีไหน แต่เราจะต้องไม่ให้ใครถูกฆ่าไม่ว่าวิธีไหนก็ตาม พร้อมทั้งเสนอให้ กสม.ขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจังร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ตามแนวทาง 3 ข้อ ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเสนอ

          รองศาสตราจารย์ ดร.โคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล มีข้อเสนอดังนี้ 1) ประมวลกฎหมายอาญาทหาร นอกจากประเด็นโทษประหารชีวิตแล้วควรแก้ไขเพิ่มเติมให้เข้ากับสภาวการณ์ปัจจุบัน กรณีการพิจารณาคดีสามารถเชื่อมโยงทางอินเทอร์เน็ต เหมือนการพิพากษาที่อาศัยการสื่อสารทางไกล 2) คนที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกโทษประหาร มีหลายเหตุผล เช่น ให้หลาบจำ แต่เหตุผลสำคัญคือเขาคิดว่ามีอาชญากรรมร้ายแรงที่จำเป็นต้องคงโทษประหารไว้ ทั้งนี้ เห็นว่าถ้าอาชญากรรมที่ไม่ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต เช่น เรื่องยาเสพติดไม่ควรนำไปสู่โทษประหารชีวิต

          ทั้งนี้ กสม. จะรวบรวมข้อมูล ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการประชุมครั้งนี้ เพื่อนำมาวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
รวมทั้งข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ และคำสั่ง เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน เสนอต่อคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
เลื่อนขึ้นด้านบน