กสม. ศยามล ร่วมงานเสวนาทางวิชาการ “การตบปากด้วยกฎหมาย: สู่การมี Anti-SLAPP Law ในประเทศไทย”

13/07/2566 210

          เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2566 นางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมเป็นวิทยากรในงานเสวนาทางวิชาการ ฬ.จุฬาฯ Public Lecture หัวข้อ ตบปากด้วยกฎหมาย:
สู่การมี Anti-SLAPP Law ในประเทศไทย? ณ ห้องประชุมสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ชั้น 4 อาคารเทพทวาราวดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

          งานเสวนาดังกล่าวจัดโดยคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Eisenhower Fellows (EF) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนและหาทางแก้ไขปัญหาการฟ้องคดีปิดปากหรือตบปาก (SLAPPs) ในประเทศไทย ซึ่งการฟ้องคดีปิดปากเป็นการใช้กฎหมายเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในประเด็นสาธารณะ โดยเป็นการสร้างภาระที่ไม่จำเป็น และทำให้ประชาชนเกิดความกลัวที่จะแสดงความคิดเห็น แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามในการแก้ปัญหา อาทิ การเพิ่มเติมมาตรา 161/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อให้อำนาจศาลในการตรวจสอบและยุติคดีอาญาที่ฟ้องโดยเอกชนได้ตั้งแต่ชั้นตรวจคำฟ้อง หากพบว่าไม่สุจริตหรือกลั่นแกล้ง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาพบว่ามาตรา 161/1 ไม่ได้ถูกนำมาใช้กับการฟ้องคดีปิดปากอย่างมีประสิทธิผลมากนัก

          ทั้งนี้ งานเสวนาเริ่มด้วย การกล่าวปาฐกถานำโดยศาสตราจารย์กิตติคุณ วิทิต มันตาภรณ์ ซึ่งได้ชี้ให้เห็นภาพรวมปัญหาของการฟ้องปิดปาก หรือ SLAPPs อันเกี่ยวข้องกับการฟ้องคดีเพื่อไม่ให้ใช้สิทธิบางอย่าง โดยเฉพาะสิทธิทางการเมือง เช่น เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการสมาคม เป็นต้น และยังชี้ให้เห็นว่าแม้ปัจจุบันจะมีกฎหมายที่ช่วยกลั่นกรองคดีฟ้องปิดปากอยู่บางส่วน โดยเฉพาะมาตรา 21 พ.ร.บ. องค์กรอัยการและพนักงานอัยการฯ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 และ 165/2 แต่ยังมีข้อบกพร่องที่ต้องได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยอาจจะต้องมีระบบสนับสนุนและให้ข้อมูลกับผู้พิพากษา รวมถึงการมีคู่มือที่ละเอียดเพื่อให้ผู้พิพากษาใช้เป็นแนวทางในการปรับใช้กฎหมาย

          ศาสตราจารย์กิตติคุณ วิทิต ยังเสนอด้วยว่า การจัดการกับเรื่อง SLAPPs ต้องคำนึงถึงสิทธิและการเข้าถึงความยุติธรรมของทุกฝ่าย และเสนอว่าไม่ควรมองเฉพาะมิติของกฎหมาย แต่ควรมองวิธีการทางเลือกอื่นด้วย โดยเฉพาะการทำงานกับผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งฝ่ายที่จะเป็นโจทก์ ฝ่ายที่อาจตกเป็นจำเลย นักกฎหมายที่มาช่วยเหลือคดี และศาล นอกจากนี้ ต้องทำงานกับกระทรวงต่าง ๆ และอาจมองถึงเรื่องการสร้างแรงจูงใจต่าง ๆ เช่น การขึ้นทะเบียนหรือการให้ Certification โดยอาจใช้เกณฑ์ SLAPPs ผนวกเข้าไปด้วย รวมถึงมีการเก็บข้อมูล SLAPP ทั้งหมดและทำให้อัยการและศาลรู้ข้อมูลเหล่านี้ทั้งหมด การมีเวทีสนทนากับภาคธุรกิจ การใช้มาตรการไกล่เกลี่ย การสร้างสมรรถนะของผู้บังคับใช้กฎหมาย ทนายความและภาคประชาสังคม ในส่วนของการแก้ไขกฎหมาย แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ยังจำเป็น โดยเฉพาะการยกเลิกกฎหมายหมิ่นทางอาญา ซึ่งเป็นไปตามกระแสโลกและต้องมีการผลักดันในประเทศไทย และกรณีคดีที่เกี่ยวกับเด็ก ควรใช้วิธีการอื่นที่ไม่ใช่การฟ้องคดีทางอาญา

          จากนั้น เป็นช่วงของการแบ่งปันประสบการณ์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกฟ้องคดี SLAPPs ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเสวนาหลายท่าน ได้แก่ นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการในคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการบังคับสูญหาย นายนคร  ชมพูชาติ ทนายความสิทธิมนุษยชน นางสาวสมพร  เพ็งค่ำ นักวิจัย นางสาวภัสราวลี  ธนกิจวิบูลย์ผล เยาวชนนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นางสาวพูนสุข  พูนสุขเจริญ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน นายณัฐวุฒิ  บัวประทุม รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล รวมถึงนางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

          สำหรับเนื้อหาการเสวนา ผู้ร่วมเสวนาได้ร่วมกับสะท้อนสถานการณ์การฟ้องคดีปิดปากที่แต่ละท่านเผชิญ และสะท้อนปัญหาของกลไกการจัดการที่มีอยู่ ซึ่งยังไม่สามารถจัดการกับการฟ้องคดีปิดปากได้อย่างมีประสิทธิผล บางคดีมีการใช้ระยะเวลาดำเนินคดีที่ยาวนาน ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่าย และผลกระทบทางจิตใจ ซึ่งยังขาดการเยียวยาที่เป็นธรรมและเพียงพอ นอกจากนี้ บางกรณียังถือว่ากระบวนการยุติธรรมมีส่วนในการละเมิดซ้ำ เช่น การสร้างภาระในการประกันตัว การใช้ห้องขังร่วมกับผู้ต้องหาคดีอาชญากรรม ซึ่งทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีปิดปากรู้สึกถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นอกจากนี้ กฎหมายบางมาตรายังถูกตีความนำมาใช้อย่างกว้างขวางเพื่อสร้างความหวาดกลัวต่อการใช้เสรีภาพในการแสดงออกและการเข้าไปมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะ

          สำหรับข้อเสนอแนะ ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องมีหรือแก้ไขปรับปรุงกฎหมายต่อต้านการฟ้องคดีปิดปาก (Anti – SLAPPs Law) แต่ก็ต้องมีการใช้มาตรการอื่นควบคู่กันไปด้วย
โดยเฉพาะการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม และภาคธุรกิจ และในระยะยาวจำเป็นต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรมทั้งระบบ และแก้ไขกฎหมายสารบัญญัติบางเรื่องเพื่อไม่ให้ถูกนำมาใช้ฟ้องปิดปากได้ง่าย ๆ นอกจากนี้ ผู้ร่วมเสวนาบางท่านเสนอให้สถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาติมีบทบาทมากขึ้นในการปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมถึงการเข้าเป็นพยานชั้นศาล

          นางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ต่อประเด็นการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่ง กสม. มีการดำเนินการในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นการเร่งด่วน การลงพื้นที่ทันที และใช้วิธีการพูดคุยกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้เข้ามาช่วยดูแล รวมถึงการเร่งทำรายงานตรวจสอบ และการพูดคุยร่วมกับศาลปกครอง ศาลยุติธรรม และอัยการสูงสุด เพื่อขอให้ถือรายงานการตรวจสอบของ กสม. เป็นหลักฐานสำคัญในคดี ตลอดจนมีการหารือกับอัยการสูงสุดเกี่ยวกับการนำอำนาจการฟ้องคดีที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะตามมาตรา 21 มาใช้ให้มากขึ้น และที่สำคัญ กสม. มองว่าการสร้างความเข้าใจให้กับผู้บังคับใช้กฎหมายและภาคธุรกิจเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ

          ส่วนข้อเสนอทางกฎหมายต่อการจัดการคดี SLAPPs กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอว่าในชั้นศาล ต้องมีการพิจารณาอย่างรวดเร็ว เพราะการดำเนินคดีล่าช้าจะเป็นภาระต่อผู้ที่ถูกฟ้อง
ส่วนจะดำเนินคดีเร็วแบบใดหรือจะไต่สวนอย่างไร ต้องมีการหารือกันในรายละเอียด ส่วนเรื่องการเยียวยา อาจจะต้องแก้ใข พ.ร.บ. กองทุนยุติธรรม หรืออาจจะแก้ไขกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

          สามารถฟังงานเสวนาย้อนหลังได้   ที่https://web.facebook.com/LawChula/videos/1303153886979412

เลื่อนขึ้นด้านบน