กสม. ศยามล ร่วมวงเสวนางาน “ชีวิตติดกับ (In-Between)” เนื่องใน “วันผู้ลี้ภัยโลก” 2566

25/06/2566 207
วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน 2566 เวลา 13.00 น. ที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมเสวนางาน “ชีวิตติดกับ (In-Between)” เนื่องใน “วันผู้ลี้ภัยโลก” 2566 ในประเด็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ลี้ภัย ร่วมกับวิทยากรอีก 4 คน ได้แก่ ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูต และปัจจุบันเป็นสมาชิกวุฒิสภา และนายกัณวีร์ สืบแสง เลขาธิการพรรคเป็นธรรม จัดโดย สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ร่วมกับเสมสิกขาลัย Myanmar Refugee Network และโครงการ Asylum Access Thailand ภายใต้มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้ลี้ภัยในประเทศไทยมีหลายกลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือ ผู้หนีภัยชาวเมียนมา ซึ่งมีมากกว่า 90,000 คน อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย จำนวน 9 แห่ง ตามเขตชายแดนไทย-เมียนมา ค่ายเหล่านี้เป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวแต่อยู่กันมา ถึง 40 ปีแล้ว ควรช่วยเหลือให้ลงทะเบียนกลุ่ม 00 ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 โดยกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อให้สามารถไปประกอบอาชีพเป็นแรงงานให้กับประเทศไทย และได้รับสิทธิการศึกษาและสิทธิสวัสดิการต่าง ๆ กลุ่มที่ 2 คือ ชาวอุยกูร์ และชาวโรฮีนจา ปัจจุบันอยู่ในห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) มาถึง 10 ปีแล้ว ซึ่งมีพื้นที่คับแคบมาก ทั้งนี้ ตม. มีแผนสร้างสถานที่กักแห่งใหม่ที่คลองหก ปทุมธานี ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวาง จึงต้องเร่งรัดการก่อสร้างให้แล้วเสร็จโดยเร่งด่วน นอกจากนี้ ตม. มีข้อเสนอให้พัฒนาระบบการจดแจ้งแรงงานต่างด้าวแบบครบวงจรซึ่งต้องร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน
นางสาวศยามล กล่าวเพิ่มเติมว่า สิทธิมนุษยชนของการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ลี้ภัย การมีเมตตาธรรมและให้ความรักต่อเพื่อนมนุษย์ ยึดหลักความเสมอภาค ห้ามมิให้เลือกปฏิบัติในการแบ่งแยกเรื่องแหล่งกำเนิด เชื้อชาติ ศาสนา เพศ และหลักการห้ามผลักดันกลับ (Non-refoulement) ซึ่งเป็นหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่รัฐไทยต้องผูกพัน รวมถึงต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 13 โดยรับรองหลักการและบัญญัติห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคล เป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกกระทำทรมาน ถูกกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือถูกกระทำให้สูญหาย ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้มีข้อเสนอแนวทางการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้กับผู้ลี้ภัย ดังนี้
1) ให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจและคัดกรองประชากรของผู้ลี้ภัยทุกคน เพื่อเตรียมเข้าสู่ระบบการคัดกรองผู้ลี้ภัย (National Screening Mechanism) ที่จะมีการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศอันเป็นภูมิลำเนาได้ พ.ศ. 2562 โดยอำนวยความสะดวกให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเร่งด่วน
2) การแก้ไขปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศอันเป็นภูมิลำเนาได้ พ.ศ. 2562 อันเป็นไปตามหลัก Non-refoulement โดยไม่นำคุณสมบัติเกี่ยวกับการเป็นคนต่างด้าวที่กระทรวงมหาดไทยมีมาตรการหรือกระบวนการดำเนินการรองรับเป็นการเฉพาะ และการเป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ที่คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดมาตรการหรือกระบวนการดำเนินการรองรับเป็นการเฉพาะ มาตัดสิทธิในการยื่นคำร้องขอรับสิทธิเป็นผู้ได้รับการคุ้มครองและคำขอเป็นผู้ได้รับการคุ้มครอง แต่จะต้องพิจารณาจากเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะได้รับอันตรายจากการถูกประหัตประหาร หลักความเป็นเอกภาพของครอบครัว หลักการคุ้มครองสิทธิเด็ก และสิทธิในการได้รับความช่วยเหลือในการพิจารณาคำขอพันธกรณีระหว่างประเทศ
3) การอำนวยความสะดวกและความยุติธรรม โดยขยายระยะเวลาการยื่นคำขอเป็นผู้ได้รับการคุ้มครองจาก 60 วัน และขยายระยะเวลาอุทธรณ์ผลการพิจารณาคำร้องขอรับสิทธิเป็นผู้ได้รับการคุ้มครองจาก 15 วัน เป็น 30 วัน โดยจัดทำแบบฟอร์มเอกสาร และขั้นตอนการดำเนินการในการสำรวจและคัดกรองที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ทั้งนี้ จัดให้มีกลไกในรูปแบบของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการที่มีองค์ประกอบจากหน่วยงานของรัฐ นักวิชาการ และองค์กรประชาสังคม ซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ด้านการช่วยเหลือและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวปิดท้ายว่า ให้มีการสนับสนุนการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐไทยที่เกี่ยวข้องกับการจัดพื้นที่ปลอดภัยเพิ่มเติมตลอดแนวชายแดนไทย-เมียนมา ที่มีผู้ลี้ภัยจากสงครามมายังราชอาณาจักรไทย เพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราวของผู้ลี้ภัย และให้หน่วยงานของรัฐร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรประชาสังคม สภากาชาดไทย และองค์การระหว่างประเทศ ดำเนินการให้ความช่วยเหลือดูแลด้านที่พัก อาหาร เสื้อผ้า และการสาธารณสุข เพื่อให้การดูแลครอบคลุมผู้ลี้ภัยอย่างทั่วถึง
เลื่อนขึ้นด้านบน