กสม. สุภัทรา ร่วมกิจกรรมเปิดตัวเครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ (MoveD) – เดินหน้าร่วมภาคีผลักดันกฎหมายกลางเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล

24/06/2566 184
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2566 เวลา 9.30 - 15.00 น. ที่โรงแรมวิค 3 แบงค๊อก 89 ซอยพหลโยธิน 3 กรุงเทพมหานคร คุณสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นวิทยากรและเข้าร่วมการประชุมเครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ หรือ MoveD โดยได้บรรยายถึงสิทธิของบุคคลที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติว่าเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของทุกคน รัฐมีหน้าที่เคารพ ปกป้อง คุ้มครอง ช่วยเหลือเยียวยา รวมทั้งส่งเสริมเติมเต็มให้ประชาชนเข้าถึงและได้รับสิทธิดังกล่าว บทเรียนการขับเคลื่อนให้มีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลในช่วง 5-6 ปี ที่ผ่านมา มีความคืบหน้าไปบ้าง แต่ยังต้องขับเคลื่อนต่อ และ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยินดีเป็นภาคีเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ โดยที่การขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเป็นหนึ่งในประเด็นยุทธศาสตร์ของ กสม.ด้วย
ต่อมา เวลา 19.00 - 21.00 น. ที่บริเวณลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร คุณสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ร่วมเป็นวิทยากรในงานเปิดตัวเครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ หรือ MoveD โดยได้กล่าวในช่วงของการเสวนาว่า ขอแสดงความยินดีกับเครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติหรือ MoveD ที่ได้เปิดตัวต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการในวันนี้ กสม. มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ประชาชนเข้ามาร้องเรียนหรือ กสม. หยิบยกขึ้นมาตรวจสอบ โดยเมื่อปี 2565 มีเรื่องร้องเรียนกว่า1,200 เรื่อง และประเด็นการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเป็น 1 ใน 5 ประเด็นยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนของ กสม. โดยเฉพาะการขับเคลื่อนให้มีกฎหมายกลางเรื่องการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ซึ่งมีงานวิจัยของ กสม. ต่อการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องการเลือกปฏิบัติรองรับ
โดยเห็นว่า กรมคุ้มคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมและรัฐบาลใหม่ควรเร่งรัดออกกฎหมายการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลนี้ และเห็นว่าพรรคการเมืองที่มี สส.ในสภาฯ ควรเสนอร่างกฎหมายในนามพรรคการเมืองด้วย ทั้งนี้ ขอให้นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 รับรองร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชนที่เข้าชื่อกันเสนอกันเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ควบคู่กับร่างของหน่วยงานรัฐและพรรคการเมืองต่อไป
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สังคมใดที่มีการเลือกปฏิบัติมาก ความเหลื่อมล้ำก็จะสูง และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ การมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่เป็นกฎหมายกลางจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหา ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศที่มีการรับรองสิทธิของทุกคนจะต้องปลอดพ้นจากการถูกเลือกปฏิบัติ กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลจะเป็นการยกระดับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
อย่างไรก็ดี การมีกฎหมายเพียงอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีการทำงานรณรงค์ จัดการกับฐานความคิดเดิมและสร้างความเข้าใจใหม่ต่อสังคม ทำให้สังคมมีความเข้าใจและไม่มีการเลือกปฏิบัติ เช่น ฐานคิดเรื่องโลกนี้มีพียง 2 เพศ ฐานคิดเรื่องชายเป็นใหญ่ เป็นต้น รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคีเครือข่ายโดยเฉพาะกลุ่มประชากรที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วย เครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติจึงถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ สุดท้ายนี้ กสม. ยินดีร่วมเป็นภาคีเชิงยุทธศาสตร์กับเครือข่ายประขาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ ในการขับเคลื่อนให้เกิดสังคมที่ปราศจากการตีตราและเลือกปฏิบัติ และนำไปสู่สังคมที่เคารพสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกันต่อไป
เลื่อนขึ้นด้านบน