กสม. สุภัทรา ร่วมเป็นวิทยากรในงานประชุมวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติครั้งที่ 16

23/06/2566 205

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2566 นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมเป็นวิทยากรในการเสวนาหัวข้อ "เข้าถึง อย่างเท่าเทียม : Access to Reproductive Health" ในงานประชุมวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติครั้งที่16 พ.ศ. 2566 ภายใต้หัวข้อ "เมือง พลเมือง อัจฉริยะ : Smart City Smart citizen " จัดโดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ
ในการเสวนาดังกล่าว มีวิทยากรที่ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นประกอบด้วย นพ.สุรพันธ์ แสงสว่าง ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยกลุ่มชาติพันธุ์ ชายขอบ และแรงงานข้ามชาติ คุณธนวัฒน์ พรหมโชติ อดีตประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย คุณศิริลักษณ์ เชียงว่อง หัวหน้าสำนักงานกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNFPA Thailand)
ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) สรุปว่า กสม. เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เป็นสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ไม่ใช่หน่วยปฏิบัติการ มีหน้าที่และอำนาจตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 หน้าที่หลักของ กสม. คือการตรวจการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน จัดทำข้อเสนอแนะเพื่อให้มีการตรากฎหมายหรือปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน และการจัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณืสิทธิมนุษยชน เสนอต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบ
ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ให้การรับรองกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน 8 ฉบับ จากทั้งหมด 9 ฉบับ และในกฎหมายระหว่างประเทศเหล่านั้นก็ได้รับรองสิทธิสุขภาพ คือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน รวมทั้งได้ระบุถึงสิทธิในอนามัยเจริญพันธุ์ครั้งแรกในอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี และ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ขณะที่กฎหมายภายในประเทศก็ให้การรับรองสิทธิสุขภาพและอนามัยเจริญพันธุ์ซึ่งสอดคล้องกันด้วย
นางสาวสุภัทรา กล่าวต่อไปว่า ปัญหาสำคัญที่ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางเข้าไม่ถึงบริการด้านสิทธิในสุขภาพ คือ นโยบายและการบริหารจัดการที่ยังไม่มีความชัดเจนประกอบกับอคติที่มีต่อกลุ่มประชากรบางกลุ่ม เช่น แรงงานข้ามชาติ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มคนที่ยังมีปัญหาสถานะบุคคล เป็นต้น ทำให้เกิดการแบ่งแยกด้วยเหตุผลความมั่นคง ประกอบกับประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิ ความไม่เพียงพอของผู้ให้บริการทั้งแพทย์ พยาบาล จึงมีข้อเสนอแนะในเวทีเสวนาดังกล่าว ดังนี้
(1) รัฐบาลจะต้องมีความชัดเจนในเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ครอบคลุมคนทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย ต้องประกาศนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสำหรับทุกคนบนผืนแผ่นดินไทย แต่อาจมีการบริหารจัดการแตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม (คนเท่ากัน)
และ (2) ด้วยข้อจำกัดของระบบสุขภาพที่ยังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ รัฐบาลจะต้องสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม และเครือข่ายประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ในการร่วมจัดบริการบริการสุขภาพ ยกระดับผู้รับบริการ มาเป็นผู้ร่วมจัดบริการ ในรูปแบบ Com-led health service มีระบบการส่งต่อและทำงานเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลในพื้นที่ ซึ่งมีตัวอย่างการดำเนินงานหลายกลุ่ม เช่น กลุ่ม sex worker กลุ่มความหลากหลายทางเพศ กลุ่มคนพิการ กลุ่มผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี เป็นต้น ซึ่งเป็น Friendly service รวมทั้งจะช่วยทำงานเชิงรุกในชุมชน ให้ข้อมูลเรื่องสิทธิกับประชาชน ต้องเปลี่ยนแนวคิดว่าเรื่องสุขภาพไม่ใช่เรื่องของหมอเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกคน
ทั้งนี้มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นทั้งในระดับการปฏิบัติ และระดับนโยบาย จะลดอุปสรรคและนำไปสู่การเข้าถึงบริการสุขภาพและบริการด้านอื่น ๆ ที่เท่าเทียมกันสำหรับประชาชนทุกคนได้

เลื่อนขึ้นด้านบน