กสม. ศยามล ร่วมสัมมนารับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่อกรอบแนวคิดการจัดทำมาตรการ แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ

07/06/2566 198

          เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2566 เวลา 10.00 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็นวิทยากรเสวนา หัวข้อ “แนวทางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐของประเทศไทย อดีต ปัจจุบัน อนาคต” ร่วมกับ ผศ.อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะอนุกรรมการกลั่นกรองกฎหมายการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน และ ผศ.ดร.ขวัญชัย
ดวงสถาพร หัวหน้าภาควิชาการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการประชุมสัมมนารับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่อกรอบแนวคิดการจัดทำมาตรการ แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ภายใต้โครงการศึกษาเพื่อจัดทำมาตรการ และแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.)
ณ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กทม.
         
          กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในที่ดินระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชน พบว่าหน่วยงานรัฐ ไม่กล้าตัดสินใจในการแก้ไขปัญหา จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานกลางบริหารจัดการอย่างมีเอกภาพ แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ประชาชนที่มาร้องเรียนเรื่องที่ดินกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็นคนยากจน มีทั้งที่ดินในเขตป่าไม้ ที่สาธารณประโยชน์ และที่ราชพัสดุ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 - 2565 ได้รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 349 เรื่อง หลักการพิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับที่ดินของ กสม. ใช้หลักรัฐธรรมนูญซึ่งให้การรับรองสิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน สิทธิชุมชน หน้าที่ของรัฐต้องดำเนินการกระจายการถือครองที่ดินและการจัดที่ดิน หลักเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ ที่ดินถือเป็นของส่วนรวมผู้ที่ครอบครองที่ดินต้องมีแผนการจัดการเพื่อพัฒนาทรัพยากรที่ดินและรักษาป่าอย่างยั่งยืน หลักกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ประชาชนไม่ควรถูกบังคับไล่รื้อโดยไม่สมัครใจ ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่ถูกเลือกปฏิบัติ นอกจากแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิในที่ดินรายกรณีแล้ว กสม. ยังมีข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินในเชิงระบบต่อรัฐบาลด้วย
 
          การใช้กฎหมายมีปัญหาในการตีความ การไม่เข้าใจกฎหมาย และวิธีการบังคับใช้กฎหมาย ในอดีตสิทธิในที่ดินคือสิทธิครอบครองที่ดินมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จได้ให้การรับรองสิทธิก่นสร้าง (ขุดโค่นต้นไม้ตอไม้และแผ้วถางเพื่อปลูกสร้าง) ครอบครองและทำกินโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีกฎหมายใด ๆ มาหวงห้ามพื้นที่ ปัจจุบันสิทธิในที่ดินพิจารณาจากเอกสารกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศในกระบวนการพิสูจน์สิทธิเป็นสำคัญซึ่งไม่เป็นธรรม ต้องพิสูจน์สิทธิโดยใช้หลักฐานอื่นร่วมด้วย ได้แก่ ข้อเท็จจริงของการครอบครองที่ดิน พยานบุคคล
และพยานแวดล้อม การตั้งถิ่นฐานของชุมชน ส่วนการออกเอกสารกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นเกิดขึ้นในภายหลังเพื่อแก้ไขข้อพิพาทขอบเขตที่ดินในการครอบครองที่ดินให้มีความชัดเจน นอกจากนี้มีหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยในประเทศไทยมายาวนานแล้ว ซึ่งครอบครองที่ดินใช้ประโยชน์ทำมาหากิน และใช้ประโยชน์ที่ดินตามวัฒนธรรมวิถีชีวิตของตน แต่กฎหมายไม่ได้รับรองกลุ่มชาติพันธุ์ทำให้ไม่มีสิทธิในที่ดินที่ครอบครองอยู่แต่ดั้งเดิม
 
          นางสาวศยามล กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะอนุกรรมการพิสูจน์สิทธิในที่ดินของรัฐจังหวัด (คพร. จังหวัด) ไม่กล้าชี้ขาดสิทธิในที่ดินพิพาท ทำให้ประชาชนคู่กรณีกับรัฐต้องไปยื่นฟ้องศาล และทนายความของประชาชนเข้าไม่ถึงข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการพิสูจน์สิทธิ เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ประชาชน จึงขอเสนอให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ทบทวนแนวคิดการพิสูจน์สิทธิที่ดินของรัฐ ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องที่ดิน ทบทวนชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ ให้สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์ทางสังคมปัจจุบันและสามารถแก้ไขปัญหาข้อพิพาทกรณีที่ดิน รวมทั้ง ดำเนินการเชิงรุกโดยบริหารจัดการที่ดินในภาพรวมของประเทศอย่างเป็นธรรม ทำให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างลงตัวในการพัฒนารักษาทรัพยากรที่ดินและใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ และมีข้อเสนอให้ คทช. ร่วมกับ คพร.จังหวัด สำรวจกลุ่มบุคคลและชุมชนในการครอบครองที่ดิน เพื่อร่วมวางแผนการใช้ประโยชน์และการพัฒนาที่ดินในรายกลุ่มพื้นที่ นำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาหาทางออกที่เหมาะสมเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

เลื่อนขึ้นด้านบน