กสม. สุภัทรา ประชุมรับฟังความคิดเห็นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีผู้ประกอบการตรวจหาสารเสพติดในลูกจ้างหรือพนักงานของสถานประกอบการ

18/05/2566 169

          วันที่ 18 พฤษภาคม 2566  เวลา 09.30 น. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วย นายบุญเกื้อ สมนึก นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ที่ปรึกษาประจำ กสม. นายจุมพล ขุนอ่อน ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 และเจ้าหน้าที่กลุ่มงานคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 3 สำนักงาน กสม. เข้าประชุมรับฟังความคิดเห็นเรื่องสิทธิแรงงาน อันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย กรณีนายจ้างหรือผู้ประกอบการตรวจหาสารเสพติดในลูกจ้างหรือพนักงานของสถานประกอบการ ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ผู้แทนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ผู้แทนสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ผู้แทนสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี ผู้แทนกรมสุขภาพจิต ผู้แทนกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ผู้แทนมูลนิธิโอโซน และผู้แทนมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ณ ห้องประชุม 606 สำนักงาน กสม. และการประชุมทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบสื่อออนไลน์ (Zoom Meeting)

          ผู้แทนสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวว่า หลักเกณฑ์และข้อกำหนดการตรวจสารเสพติดในสถานประกอบการ มีดังนี้ 1) ตามนโยบายแก้ปัญหายาเสพติดของรัฐบาล ป.ป.ส.ในฐานะหน่วยงานหลัก กฎหมายให้อำนาจตรวจสารเสพติดได้กรณีจำเป็นและมีเหตุอันควรเชื่อว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเสพยาเสพติด และ 2) สถานประกอบการ ผู้มีส่วนรับผิดชอบ กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องมีความระมัดระวังควบคุมดูแลที่เพียงพอ หากตรวจพบว่าสถานประกอบการใดปล่อยปละละเลยมีโทษปรับ 1-5 แสนบาท หรือสั่งพักใบอนุญาตหรือปิดกิจการได้ไม่เกิน 30 วัน ผู้เสพยาเสพติดมี 2 สถานะ คือ ผู้ป่วยและขณะเดียวกันก็เป็นผู้กระทำความผิดกฎหมาย

          ผู้แทนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ให้ข้อมูลว่า หน่วยงานมีโครงการส่งเสริมระบบการจัดการด้านยาเสพติดในสถานประกอบการ และกิจกรรมอื่นๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบกิจการ ซึ่งการส่งเสริมให้สถานประกอบการเข้าร่วมโครงการเป็นลักษณะการขอความร่วมมือจากสถานประกอบการ ซึ่งตัวชี้วัดโครงการคือ จำนวนคนที่ได้รับความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพิษภัยยาเสพติด (ปี 2566 กำหนดเป้าหมายไว้ที่ 651,000 คน) และจำนวนสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ (กำหนดเป้าหมายไว้ที่ 1,200 แห่ง) กรณีกิจกรรมใดมีการตรวจหาสารเสพติดพนักงาน ให้หน่วยปฏิบัติบูรณาการประสานหน่วยงานที่มีอำนาจในการตรวจ เช่น เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเข้าร่วมดำเนินการ โดยต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย และวรรคสองบัญญัติว่า การค้นตัวบุคคลหรือการกระทำการใดอันกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือเสรีภาพในชีวิตหรือร่างกายจะกระทำมิได้เว้นแต่มีเหตุที่กฎหมายบัญญัติ ดังนั้นการตรวจหาสารเสพติดเป็นการกระทำอันกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย ซึ่งจะกระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เมื่อไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายใดให้อำนาจแก่นายจ้างกระทำได้ นายจ้างจึงไม่สามารถบังคับให้ลูกจ้างตรวจหาสารเสพติดได้ การจะตรวจร่างกายของลูกจ้างเพื่อตรวจหาสารเสพติดได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง

          รองศาสตราจารย์ ดร.ปกป้อง ศรีสนิท คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า ประเด็นสำคัญคือ นายจ้างมีสิทธิตรวจหาสารเสพติดลูกจ้างหรือไม่  กรณีการตรวจสารเสพติดลูกจ้าง น่าจะเป็นสิทธิความเป็นส่วนตัว(Privacy Right) ไม่ใช่สิทธิในชีวิตและร่างกาย เคยมีกรณีที่ลูกจ้างในประเทศสวีเดนฟ้องศาลสิทธิมนุษยชนสหภาพยุโรป ซึ่งคงต้องแยกว่า เป็นสถานประกอบการที่ผลิตสินค้าทั่วไป กับสถานประกอบการที่ผลิตสินค้าที่มีอันตราย เช่น โรงงานนิวเคลียร์ อาจมีความจำเป็นที่ต้องมีการตรวจ เพื่อความปลอดภัยของผิอื่นหรือสถานประกอบการ พิจารณาจากหลักความได้สัดส่วน ประเด็นต่อมาคือการบังคับใช้กฎหมาย การใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ว่ากรณีใดมีเหตุสมควร ต้องมีความชัดเจน และยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้  กสม. ควรมีข้อเสนอแนะไปยังกระทรวงแรงงานในการออกกฎเกณฑ์กลาง เรื่องการตรวจสารเสพติดในที่ทำงาน ดังนี้ 1) นายจ้างต้องแจ้งล่วงหน้า 2) ต้องด้วยความยินยอมของลูกจ้าง บังคับตรวจไม่ได้ 3) ความได้สัดส่วน เช่น ถ้าเป็นโรงงานด้านพลังงาน แก๊ส สามารถสุ่มตรวจได้ แต่ถ้าเป็นโรงงานทั่วๆไปตรวจเฉพาะที่สงสัย 4) กฎเกณฑ์กลางนั้นต้องระบุการไม่เลือกปฏิบัติกับทุกคน และ 5) ยกเลิกโทษสถานประกอบการ เพราะสถานประกอบการไม่ได้มีความผิดอะไร หากปรากฎว่าลูกจ้างในสถานประกอบการนั้นเสพยาเสพติด

          คุณสมชาย หอมลออ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย กสม. ให้ความเห็นว่า กสม.ควรศึกษาและมีข้อเสนอให้มีการแก้ไขประกาศของ ป.ป.ส.เรื่อง กำหนดมาตรการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหาการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการ ลงวันที่ 9 มีนาคม 2565 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2565  เนื่องจากมีลักษณะเป็นการสร้างภาระ สร้างความหวาดกลัวให้กับสถานประกอบการ รวมทั้งมีการลงโทษสถานประกอบการ (ข้อ 9 ข้อ 10) เกินสัดส่วน

          ผู้แทนสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี ให้ความเห็นว่า ควรนำแนวทางเรื่องการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด (harm reduction) มาใช้ในการป้องกันผลกระทบหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้สารเสพติดในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติด และนำมาใช้เป็นแนวทางในการช่วยเหลือ สนับสนุนให้พวกเขาเหล่านั้นไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับตนเอง ครอบครัวและคนรอบข้าง แต่การจะนำแนวทางเรื่องการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติดมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นจะต้องคำนึงถึง 1) มีความรู้ความเข้าใจในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสารเสพติดที่ใช้ในแต่ละตัว 2) ต้องมีความรู้ความเข้าใจในบริบทที่สำคัญของตัวผู้ใช้สารเสพติด เช่น ปัจจัยหรือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการใช้ยา และ 3) มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่สำคัญของสภาพแวดล้อมที่มีส่วนกดดันหรือมีสภาพกดดันตัวผู้ใช้ยา

          ผู้แทนสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด  ให้ความเห็นว่า ผู้บังคับใช้กฎหมายยังคงมีแนวคิดเดิมต่อผู้เสพยาเสพติด คือเป็นอาชญากร จำเป็นต้องมีกระบวนการรณรงค์ สร้างความเข้าใจใหม่ นำตัวอย่างโรงงานสีขาวที่ทำได้ดี ทำได้ถูกต้อง ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้เสพยาเสพติดในฐานะผู้ป่วยไม่ไล่ออกแต่ช่วยเหลือ มาเผยแพร่ให้สาธารณะรับรู้
 นอกจากนั้นที่ประชุมยังมีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้

  1. ควรมีการสำรวจหรือทบทวน ประเมินผลโครงการโรงงานสีขาว โดยวิเคราะห์ผลดี ผลเสียที่เกิดขึ้น โดยให้ลูกจ้างมีส่วนร่วม
  2. ไม่เห็นด้วยกับนโยบายโรงงานสีขาว(การบังคับตรวจปัสสาวะ) แบบเหมารวม เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิและเป็นการแก้ไขที่ผิดที่ผิดทาง ตัวอย่างกรณีสถานประกอบการมีพนักงาน 100 คน มีพนักงานเพียง 1-2 คนที่ใช้สารเสพติด แต่ใช้นโยบายการบังคับตรวจปัสสาวะพนักงานทั้งหมด ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณและส่งผลกระทบอื่นๆ ตามมามากมายกับพนักงานที่ตรวจพบปัสสาวะสีม่วง ควรใช้วิธีการอื่น เช่น 1) หัวหน้างานควรใช้วิธีการสังเกตพฤติกรรม  ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน      2) พิจารณาผลการทำงาน เพราะเหตุใดถึงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย 3) การสอบถามเพื่อนร่วมงานหรือคนใกล้ชิด  ก่อนที่จะนำไปสู่การสื่อสารพูดคุยและการขอความร่วมมือในการตรวจปัสสาวะ 4) ควรใช้มาตรการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติดมาปรับใช้ในการแก้ไขกรณีที่มีพนักงานใช้สารเสพติด 
  3. การปราบปรามควรมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ที่ควบคุมและได้ประโยชน์จากตลาดมืดเกี่ยวกับยาเสพติด และเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง มิใช่มาปราบปรามผู้เสพ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าของประเทศและเปรียบเสมือนเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบ ควรได้รับการช่วยเหลือโดยใช้มุมมองทางด้านสาธารณสุข และสิทธิมนุษยชน มากว่าใช้มุมมองเสมือนเป็นอาชญากร

          ทั้งนี้ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะทั้งหมดจากที่ประชุม กสม.จะนำมารวบรวมวิเคราะห์เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

เลื่อนขึ้นด้านบน