กสม. สุภัทรา ประชุมหารือแนวทางขับเคลื่อนตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การเข้าถึงสิทธิสุขภาพกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ครั้งที่ 2

19/05/2566 159

           วันที่ 19 พฤษภาคม 2566 เวลา 13.00น. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแห่งชาติ พร้อมด้วย นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ที่ปรึกษาประจำ กสม. นพ.พิทักษ์พล บุณยมาลิก เลขาธิการ กสม. และเจ้าหน้าที่กลุ่มงานคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 3 สำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 สำนักงาน กสม. เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางขับเคลื่อนตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2565 เรื่อง การเข้าถึงสิทธิสุขภาพกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ครั้งที่ 2 ณ ห้องประชุม 606 สำนักงาน กสม. และการประชุมทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบสื่อออนไลน์ (Zoom Meeting) โดยมี เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้อำนวยการกองกฎหมายและคุ้มครองจริยธรรม กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ปรึกษากองการสังคม กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ และรองผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการกองสร้างเสริมสุขภาพ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ผู้แทนกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้แทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ผู้แทนมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ และผู้แทนมูลนิธิรักษ์ไทย เข้าร่วมประชุมด้วย
 
          นพ.เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา รองผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีโรงพยาบาลที่ให้บริการตรวจสุขภาพและทำประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าวรวม 11 แห่ง เป็นโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร 8 แห่ง และสังกัดกรมการแพทย์ 3 แห่ง ยืนยันว่ากรุงเทพมหานครมีความพร้อมที่จะให้บริการแต่ปัญหาคือไม่มีแรงงานต่างด้าวมารับบริการ ไม่ได้รับข้อมูลการขึ้นทะเบียนแรงงานจากกระทรวงแรงงาน
 
          นพ.ดิเรก สุดแทน ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การลงทะเบียนมีปัญหาติดขัดเรื่องเงื่อนไขของเวลาซึ่งเป็นปัญหาเดิมๆ ของผู้มารับบริการ คือ มาลงทะเบียนช่วงใกล้ๆ การปิดรับสมัคร ทำให้ลงทะเบียนไม่ทัน จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงแรงงาน ในด้านความมั่นคงเพื่อส่งเสริมให้นายจ้างพามาลงทะเบียน เนื่องจากการขึ้นทะเบียนไม่ได้เปิดตลอด แต่การเคลื่อนย้ายแรงงานเกิดขึ้นตลอดเวลา นโยบายของกระทรวงสาธารณสุขควรยึดหลักสิทธิมนุษยชนอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน
 
          นางสาวคณิตา ทรัพย์ไพศาล ที่ปรึกษากองการสังคม กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่าควรให้ผู้ย้ายถิ่นที่เข้ามาแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมายต้องเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการศึกษา เมื่อเดือนพฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา ประเทศไทยให้คำมั่นว่าจะพยายามให้ครอบคลุมแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสาร ผู้ลี้ภัยในค่ายอพยพชายแดน และในเขตเมือง อนาคตจะเข้าตามระเบียบคัดครอง ปัจจุบันมีคนต่างด้าวที่ไม่ใช่แรงงาน ถ้าให้บริการหลักประกันสุขภาพได้ก็จะสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน และมองว่าบัตรประกันสุขภาพเป็นระบบที่เหมาะสมเป็นการรับภาระร่วมกัน แม้ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขจะไม่มีการออกเลข 13 หลักเองได้ ควรมีการหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศเองก็พร้อมที่จะร่วมมือเพื่อหาทางออกของเรื่องนี้ โดยดูรูปแบบนโยบายกระทรวงศึกษาธิการในการจัดการศึกษาเด็ก G ทำเลข 13 หลักได้ ทำให้เด็กทุกคนได้เรียนหนังสือ ได้ค่าหัวการศึกษา และมีหลักฐานการศึกษาเมื่อเรียนจบ 
 
           นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายต้องการให้แรงงานข้ามชาติเข้าถึงหลักประกันสุขภาพ รัฐจึงมอบให้กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมการแพทย์ และโรงพยาบาลในสังกัดให้บริการ ในเขตกรุงเทพมหานครแม้ทุกอย่างพร้อมแต่ขาดเจ้าภาพในการบริหารจัดการอย่างจริงจัง และถึงแม้มีเจ้าภาพก็มีกำลังที่จำกัด ดังนั้น การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่จำเป็นต้องช่วยกัน เช่น สปสช. ต้องเข้ามาช่วยกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพในเรื่องนี้ให้เหมือนกับการดูแลประชาชนคนไทย การดูแลแรงงานข้ามชาติตามมติ ครม. ตาม พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้ดูแลคนไทยและครอบคลุมตามมติ ครม.
 
           นพ.พิทักษ์พล บุณยมาลิก เลขาธิการ กสม. กล่าวว่าปัญหาคือแรงงานข้ามชาติไม่มีเอกสาร และเป็นแรงงานผิดกฎหมาย แต่ในหลักสิทธิมนุษยชนต้องหาสวัสดิการให้กับแรงงานเหล่านั้น ทั้งโดยข้อตกลงตามพันธกรณี ทั้งการป้องกันการนำโรคมาแพร่ระบาด และด้านอื่นๆ ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เห็นด้วยกับการพูดคุยปัญหาระยะสั้นเพื่อหาทางออกให้กับแรงงานที่ไม่มีเอกสาร หรือแม้มีเอกสารแต่การบริหารจัดการยังมีปัญหา
  
           นายนท เหมินทร์ ผู้แทนสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้ข้อมูลว่า ข้อจำกัดของการซื้อขายบัตรประกันสุขภาพ หลายคนไม่อยากซื้อ มองว่าไม่คุ้มค่า อาจถูกยกเลิก เนื่องจากแรงงานไม่มีเอกสารถูกต้อง มีข้อจำกัดมาก มีโอกาสถูกจับ ถูกผลักดันกลับประเทศ หรืออาจถูกนายจ้างเลิกจ้าง ทำให้ไม่คุ้มค่าเพราะอาจจะอยู่ในเมืองไทยไม่ถึง 2 ปี คนซื้อบัตรประกันสุขภาพจึงมักเป็นคนสูงอายุและเด็ก เพราะมีโอกาสใช้สิทธิมากกว่า ที่ประชุมยังมีความเห็นตรงกันว่าในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครยังมีปัญหาซับซ้อน แม้กองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบแต่ก็มีปัญหาเรื่องอัตรากำลังในการบริหารจัดการ เห็นควรจัดประชุมหารือวงเล็กร่วมกันระหว่าง สปสช. กองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน กรุงเทพมหานคร และภาคประชาสังคม โดยขอให้ กสม. และ สช. ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมหารือดังกล่าวในวันศุกร์ ที่ 16 มิถุนายน 2566 เพื่อแก้ปัญหาการบริหารจัดการ และการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของแรงงานข้ามชาติ โดยเน้นพื้นที่กรุงเทพมหานคร
 
           ทั้งนี้ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะทั้งหมดจากการประชุมในครั้งนี้ กสม. จะรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ จัดทำข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

เลื่อนขึ้นด้านบน