กสม.​ สุภัทรา ประชุมหารือแนวทางขับเคลื่อนการเข้าถึงสิทธิสุขภาพกลุ่มแรงงานข้ามชาติ

13/03/2566 285
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2566 เวลา 09.00 น. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วย นายพิทักษ์พล บุณยมาลิก เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายจุมพล ขุนอ่อน ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 และเจ้าหน้าที่กลุ่มงานคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 3 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประชุมหารือแนวทางขับเคลื่อนตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2565 เรื่องการเข้าถึงสิทธิสุขภาพกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ร่วมกับผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ผู้แทนกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนสำนักงานประกันสังคม และเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านแรงงานข้ามชาติ ณ ห้องประชุม 605 สำนักงาน กสม.
ผู้แทน สำนักงาน สช. ให้ข้อมูลความก้าวหน้าการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพประเด็นเฉพาะเรื่องการเข้าถึงสิทธิสุขภาพกลุ่มแรงงานข้ามชาติว่า ปัจจุบันสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้บรรจุประเด็นการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ ในแผนพัฒนาประชากรระยะยาว ซึ่งผ่านมติคณะรัฐมนตรี และมีการขับเคลื่อนศึกษาวิเคราะห์ในระดับพื้นที่ และ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ปี 2565-2580 คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ซึ่งในแผนได้บรรจุเรื่องการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติโดยเน้นการแก้ไขสถานะบุคคลของแรงงานข้ามชาติ และได้ดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการเรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นตอนรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา 
ผู้แทนกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่าหน่วยงานทำหน้าที่บริหารจัดการกองทุนประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าวและคนต่างด้าวที่อาศัยในประเทศไทย ประกอบด้วย 4 สัญชาติ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม และคนต่างด้าวซึ่งเป็นคนจีนดั้งเดิม โดยแรงงานต่างด้าวสามารถซื้อบัตรประกันสุขภาพจากหน่วยบริการ มีการคุ้มครองระยะเวลา 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี และ 2 ปี ตามที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย รวมทั้งผู้ติดตามแรงงานต่างด้าว อายุแรกเกิด- 7 ปี ทั้งการรักษา ป้องกัน ส่งเสริมสุขภาพ ฟื้นฟู บำบัด ปัจจุบันมีแรงงานและคนต่างด้าวซื้อบัตรประกันสุขภาพประมาณ 500,000 คน
ผู้แทนสำนักงานประกันสังคม ให้ข้อมูลว่า สำนักงานประกันสังคมดูแล 2 กองทุน คือ กองทุนเงินทดแทน เป็นกรณีได้รับอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน และกองทุนประกันสังคมกรณีเจ็บป่วยนอกงาน โดยนายจ้างที่มีลูกจ้างต่างด้าวเมื่อได้รับใบอนุญาตทำงานแล้ว มีหน้าที่ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนและนำส่งเงินสมทบ โดยได้รับสิทธิประโยชน์ 7 อย่างเหมือนคนไทย กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร ชราภาพ สงเคราะห์บุตร และว่างงาน
เครือข่ายภาคประชาสังคมด้านแรงงานข้ามชาติ ให้ข้อมูลว่า ปัญหาสำคัญคือรัฐบาลไม่มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะบริหารจัดการเรื่องแรงงานข้ามชาติอย่างไร การจัดบริการสุขภาพเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี ไม่มีกฎหมายรองรับ จึงเกิดปัญหาโรงพยาบาลไม่ขายบัตรประกันสุขภาพให้กับแรงงานและผู้ติดตาม แม้กระทรวงสาธารณสุขจะมีประกาศแนวทางการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติและคนต่างด้าวออกไปตั้งแต่ปี 2562 และมีประกาศเน้นย้ำอีกในปี 2563 แต่ความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลยังไม่เป็นไปตามประกาศ พื้นที่ที่มีปัญหามากที่สุดคือกรุงเทพมหานคร เนื่องจากมีรูปแบบการปกครองแบบพิเศษ ราคาบัตรประกันสุขภาพสำหรับเด็กจำกัดเพียงอายุไม่เกิน 7 ปี 
ข้อเสนอสำคัญซึ่งที่ประชุมเสนอสรุปได้ดังนี้
1.รัฐบาลควรมีนโยบายเรื่องการดูแลสิทธิด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติให้มีมาตรฐานเดียวกับคนไทยและทำให้เข้าถึงได้จริง ควรสนับสนุนงบประมาณให้กับหน่วยบริการในส่วนต่างที่เก็บจากแรงงาน 
2.ควรให้สำนักงานประกันสังคมดูแลสุขภาพของกลุ่มแรงงานข้ามชาติทั้งหมด และให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติดูแลกลุ่มเด็ก ผู้ติดตาม และคนต่างด้าว จะเหมาะสมกว่ากองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เพราะมีประสบการณืการบริหารจัดการกองทุนอยู่แล้ว
3.ให้ กสม.และสช.จัดเวทีหารือกับผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และกรมการแพทย์ สปสช.รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางการพัฒนาระบบบริการสุขภาพสำหรับกลุ่มแรงงานข้ามชาติในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีข้อเสนอให้กรุงเทพมหานครรับประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติและผู้ติดตามทั้งหมด จัดระบบให้แรงงานข้ามชาติสามารถไปรับบริการที่ศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้านได้ 
4.ให้กระทรวงสาธารณสุข สร้างความเข้าใจกับหน่วยบริการ เพื่อให้ปฏิบัติตามแจตนารมณ์และแนวทางการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติ คนต่างด้าว 
5.ให้ กสม.จัดทำข้อเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานด้านนโยบายที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ข้อมูลความคิดเห็นทั้งหมดที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ จะนำเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อพิจารณาดำเนินการและจัดทำข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
เลื่อนขึ้นด้านบน