กสม. สุภัทรา ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเครือข่ายยุติการตีตราและเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวี/เอดส์ เนื่องในวันยุติการเลือกปฏิบัติสากล

01/02/2566 190

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2566 เวลา 13.30 น. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเครือข่ายยุติการตีตราและเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวี/เอดส์ เนื่องในวันยุติการเลือกปฏิบัติสากล เพื่อรณรงค์และแสดงความมุ่งมั่นร่วมกันในการ “หยุด” บังคับตรวจเอชไอวี ใช้เอชไอวีเป็นเงื่อนไขในการทำงาน ตีตราและเลือกปฏิบัติ จัดโดย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน โครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) ประเทศไทย ร่วมกับภาคประชาสังคม นำโดยเครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติและมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ณ ห้องประชุมประชุมไฮเดรนเยีย 2 - 3 ชั้น 6 อาคารแกรนด์คอนเวนชั่น โรงแรม ทีเคพาเลซ โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
ในการนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้บรรยายแลกเปลี่ยนความรู้หัวข้อ “ผู้ติดเชื้อเอชไอวีจะได้รับความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ... และเข้าถึงสิทธิในการมีงานทำได้อย่างไร” ในประเด็น การบังคับตรวจเอชไอวี คือ การละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นการเลือกปฏิบัติทำให้ไม่เท่าเทียม โดยชี้ให้เห็นว่า สิทธิในการไม่ถูกเลือกปฏิบัติเป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคน การบังคับตรวจหาเชื้อเอชไอวีหรือกำหนดเงื่อนไขให้มีการตรวจหาเชื้อเอชไอวีก่อนรับเข้าทำงาน กสม.ชี้แล้วว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งขัดต่อสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน รวมทั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พุทธศักราช 2560 ที่บัญญัติห้ามไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล การเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีในการจ้างงานทำให้สูญเสียทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ หน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไข ซึ่งนอกจากการรณรงค์สร้างความเข้าใจความก้าวหน้าด้านการดูแลรักษาเอชไอวี/เอดส์ให้กับประชาชนทั่วไป หน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบการ แล้ว การทำให้แพทย์และบุคลากรด้านสาธารณสุขมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องเอชไอวี/เอดส์ และสื่อสารกับประชาชนไปในทิศทางเดียวกันเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะยังพบว่าแพทย์ยังมีทัศนคติที่แตกต่างกัน ทำให้สังคมมีความสับสน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ต้องจัดอบรมแพทย์ และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลสถานพยาบาลเอกชน ต้องมีมาตรการควบคุมสถานพยาบาลเอกชนไม่ให้รับตรวจหาเชื้อเอชไอวีก่อนรับเข้าทำงาน เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ติดเชื้อเอชไอวีในการประกอบอาชีพและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม และได้รับการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับทุกคนในสังคม
โอกาสนี้ นางสาวสุภัทรา ยังได้กล่าวแสดงความมุ่งมั่นของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่จะดำเนินการหรือมีมาตรการเพื่อ “หยุดบังคับตรวจเอชไอวี หยุดใช้เอชไอวีเป็นเงื่อนไขในการทำงาน หยุดการตีตราและเลือกปฏิบัติ” ซึ่งประเด็นการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ ที่ กสม.จะขับเคลื่อนในช่วง พ.ศ. 2566 – 2570 และกสม. จะติดตามการดำเนินการตามข้อเสนอแนะที่ กสม.เสนอต่อหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม หน่วยงานภาคเอกชน ให้ดำเนินการยกเลิกกฎ ระเบียบ หรือกฎหมาย ที่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี รวมทั้ง ร่วมขับเคลื่อนการออกกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล จึงพร้อมที่จะร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการขจัดการเลือกปฏิบัติ และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนของสังคมเคารพสิทธิ หยุดการตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีในทุกด้านต่อไป
ทั้งนี้ ในการประชุมดังกล่าว มีผู้แทนจากภาครัฐ เครือข่ายภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ ร่วมบรรยายแลกเปลี่ยนและแสดงความมุ่งมั่นที่จะลดการตีตราและขจัดการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเอชไอวี/เอดส์ในการทำงาน อาทิ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน โครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) ประเทศไทย มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มูลนิธิเครือข่ายเยาวชนลิตเติ้ลเบิร์ด สถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ฝ่ายทรัพยากรบุคคลโรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ คณะอนุกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ สำนักงานอัยการสูงสุด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) สภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย สมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย และภาคประชาชน จำนวนประมาณ 150 คน โดยช่วงท้ายของการประชุม เครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ ( MovEDi) ได้ประกาศจุดยืนและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อการลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเอชไอวี/เอดส์ในการทำงานด้วย

เลื่อนขึ้นด้านบน