กสม. ปรีดาร่วมงานสมัชชาระดับชาติว่าด้วยสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2566 “พลังเยาวชนชนเผ่าพื้นเมือง ร่วมสร้างสรรค์สังคมสู่การเปลี่ยนแปลง”

10/08/2566 231

                เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2566 นางปรีดา  คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมการจัดสมัชชาระดับชาติว่าด้วยสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2566 “พลังเยาวชน
ชนเผ่าพื้นเมือง ร่วมสร้างสรรค์สังคมสู่การเปลี่ยนแปลง” ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร

                ในงานดังกล่าว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวในเวทีสาธารณะ “เดินหน้าต่อ... คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” ว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พบว่า ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่น้อยกว่า 100 หมู่บ้านหรือ 100 ชุมชน เช่น โครงการผันน้ำยวม เรื่องการอพยพชาวบ้านบางกลอย หรือเรื่องสิทธิในที่ดินและ
การจัดการชุมชนที่เกาะหลีเป๊ะ มีข้อบ่งชี้ว่า ปัญหาหลักของสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิชุมชนและทรัพยากร การจัดการที่ดิน โดยเฉพาะในเรื่องกฎหมายที่เห็นได้ชัดเจนว่า กฎหมายที่ออกมาในช่วงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งผลต่อการละเมิดสิทธิชุมชนดั้งเดิมเป็นอย่างมาก

                กสม. เชื่อว่า คนเท่ากัน แต่ในความเป็นจริง ยังมีความเหลื่อมล้ำอีกเป็นจำนวนมาก พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์จะต้องขับเคลื่อนการทำงาน ตัวอย่างของกลุ่มชาวเลที่ออกมาต่อสู้ตั้งแต่เหตุการณ์สึนามิ และผ่านมากว่า 20 ปี แล้ว ก็ยังต่อสู้อยู่ แต่ปัญหาต่าง ๆ ยังไม่ได้รับการแก้ไขทั้งหมด ชาวบ้านราไวย์ จังหวัดภูเก็ตก็ยังคงต่อสู้มาอย่างต่อเนื่อง การที่พี่น้องได้ลุกขึ้นมาสู้และลุกขึ้นมาส่งเสียงว่าได้รับ
ผลกระทบอะไรบ้าง เป็นเรื่องที่สำคัญ และเป็นเรื่องที่จะชี้ขาดว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขหรือไม่ หากไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ สิทธิที่ได้รับรองไว้รัฐธรรมนูญก็จะไม่เกิดผล จะต้องทำให้สังคมได้รับรู้ปัญหาว่า
กลุ่มชาติพันธุ์มีปัญหาอะไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาที่เกิดจากอคติ และปัญหาความไม่เข้าใจของสังคมต่อกลุ่มชาติพันธุ์

                ในฐานะของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เห็นว่า การสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น การสร้างรูปธรรมของการทำงานที่ให้สังคมเห็นชัดเจนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การสร้างเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรม หรือเขตวัฒนธรรมพิเศษ เป็นเรื่องที่ถือว่าเป็นหัวใจของการสร้างรูปธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งสามารถดำเนินการได้เลยโดยไม่ต้องรอรัฐบาล เพราะมีจุดตั้งต้น คือ
มติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวชาวเล เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 และมติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553

                นางปรีดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน เรื่องสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง มีการยกร่างกฎหมายหลายฉบับ จะต้องร่วมกันติดตามว่าจะร่วมมือกันขับเคลื่อนอย่างไร อีกทั้งเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs
ก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่กระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่า เช่น โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ต้องเอาเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนมาเป็นองค์ประกอบการพิจารณาการก่อสร้างด้วย ว่าจะสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนจากโครงการหรือไม่ หรือเป็นการรับปากกับนานาชาติไว้ แต่ไม่นำมาสู่การปฏิบัติ

                กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวในตอนท้ายว่า การตรวจสอบเรื่องร้องเรียนของ กสม. เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ มีการพิจารณาว่ามีเรื่องใดที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้รับรองไว้ กติการะหว่างประเทศที่ได้ลงนามเป็นภาคีมีอะไรบ้าง มีการพิจารณาทุกข้อกฎหมายและทุกเรื่องที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมติคณะรัฐมนตรีด้วย โดยนำมาประกอบเพื่อพิจารณาทำความเห็นและข้อเสนอแนะ เช่น กรณีพื้นที่บางกลอย มีความเห็นว่า รัฐต้องให้ชาวบ้านบางกลอยได้กลับไปอยู่ในที่เดิม เป็นต้น ดังนั้น การสถาปนาเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมจึงเป็นการสร้างตัวตน เพื่อให้เกิดกระบวนการรับรองสิทธิชุมชนดั้งเดิม เพราะเป็นการสร้างพื้นที่รูปธรรมของชุมชนจัดการตัวเอง เป็นนัยสำคัญของการกระจายอำนาจ และขอให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องสนับสนุนให้กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอยู่ทั่วประเทศประกาศเขตคุ้มครอง เพราะเป็นสิ่งที่ครอบคลุมทุกเรื่อง ไม่ใช่เพียงที่อยู่อาศัย แต่หมายถึง พื้นที่ทำกิน พื้นที่ทางจิตวิญญาณ สุสาน พื้นที่เคารพบูชา ป่าใช้สอย รวมไปถึงวัฒนธรรมอันหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์

                อนึ่ง การจัดสมัชชาระดับชาติว่าด้วยสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2566 “พลังเยาวชนชนเผ่าพื้นเมือง ร่วมสร้างสรรค์สังคมสู่การเปลี่ยนแปลง” จัดโดย สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย และองค์กรภาคีเครือข่ายต่าง ๆ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เนื่องในวันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย และวันชนเผ่าพื้นเมืองสากล ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 9 สิงหาคมของทุกปี เป็น "วันสากลว่าด้วยชนพื้นเมืองดั้งเดิมของโลก" (International Day Of the World’s Indigenous People) โดยถือเอาวันที่คณะทำงานว่าด้วยประชากรชนเผ่าพื้นเมือง (Working Group on Indigenous Population: WGIP) ได้ประชุมกันครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525) เป็นวันสำคัญดังกล่าว เพื่อเฉลิมฉลองและย้ำเตือนถึงการมีอยู่ของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในโลกที่มีความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของตน ซึ่งต้องได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกับทุกคนในสังคม และเมื่อวันที่ 13 กันยายน ค.ศ. 2007 (พ.ศ. 2550) สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้มีมติรับรองปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง (United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples) ประเทศไทยเป็น 1 ใน 143 ประเทศ ที่ลงนามเห็นชอบกับปฏิญญาฯ ฉบับดังกล่าว

                สำหรับความคืบหน้าในการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยได้เสนอร่างกฎหมายว่าด้วยสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้ ยังมีร่างกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์อีก 4 ฉบับที่เสนอโดยองค์กรอื่น ๆ และอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยมีความสอดรับกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 70 ที่บัญญัติไว้ว่า “รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน ...” โดยเฉพาะประเด็นความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เข้าไม่ถึงสิทธิ
ในบริการต่าง ๆ ของรัฐ การสูญเสียอัตลักษณ์และภูมิปัญญา

เลื่อนขึ้นด้านบน