กสม. สุภัทรา เป็นวิทยากรบรรยายในงานสัมมนา "นอกกรอบในขอบความเป็นไปได้ : ปฏิรูปงานยาเสพติด ประเทศไทย"

20/09/2566 223

          เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2566 เวลา 13.0-16.30 น. กสม.สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นวิทยากรบรรยาย เรื่อง “อะไรคือหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้ใช้ยาเสพติด” ในงานสัมมนา "นอกกรอบในขอบความเป็นไปได้ : ปฏิรูปงานยาเสพติด ประเทศไทย" ร่วมกับ นายสมชาย  หอมลออ ทนายความและนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน และ ดร.น้ำแท้  มีบุญสล้าง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนางานสอบสวนและการดำเนินคดี สำนักงานอัยการสูงสุด  จัดโดย REF0RM Thailand Partnership (IHRI - FAR - HON) ณ ห้องประชุมแมกโนเลีย1 โรงแรม ทีเค พาเลซ&คอนเวนชั่น ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

          นายสมชาย  หอมลออ ทนายความและนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ให้ข้อสังเกตต่อประมวลกฎหมายยาเสพติดและพ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่2) พ.ศ. 2564 ซึ่งบังคับใช้มาเกือบ 2 ปี นั้น ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหา ไม่เป็นไปตามหลักการ ผู้ใช้ยา-ไม่ใช่อาชญากร ผู้ติดยา-เป็นผู้ป่วย ต้องได้รับการรักษาตามมาตรการสาธารณสุข และมาตราการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด (Harm Reduction) ยังไม่มีความชัดเจน ปัจจุบัน การที่ผู้ยาใช้ยาเสพติดยังมีความผิดอาญา ส่งผลทำให้เป็นประชากรเปราะบางอย่างยิ่งยวด ถูกสังคมตีตราและถูกเลือกปฏิบัติ ตกเป็นเหยื่อของกระบวนการยุติธรรมและกระบวนการค้ายาเสพติด จุดสำคัญของการแก้ไขปัญหายาเสพติด คือ การกำหนดให้ผู้ใช้ไม่มีความผิดทางอาญาและมุ่งเน้นการปราบปรามผู้ค้าและผู้ผลิตรายใหญ่

          ดร.น้ำแท้  มีบุญสล้าง อัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ให้ข้อมูลรายละเอียดของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ซึ่งมีความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพประชาชนอย่างมาก เป็นการป้องกันการถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่โดยมิชอบและยังป้องกันตัวเจ้าหน้าที่ที่อาจจะถูกร้องเรียนว่าปฏิบัติไม่ถูกต้อง ที่สำคัญประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการแจ้งตามมาตรา 29 และติดตามการบังคับใช้พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวฯ
.
          กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้รับเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ตั้งแต่การจับกุม คุมขัง ถูกซ้อมทรมาน การอายัดตัว และได้มีข้อเสนอแนะให้มีการแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ไม่เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน ยกตัวอย่าง 2 กรณี คือ กรณีการให้อำนาจพิเศษเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ในการควบคุมตัวผู้กระทำความผิดคดียาเสพติด"ที่มีความผิดร้ายแรง" เป็นเวลา 3 วัน จากนั้นจึงส่งตัวให้พนักงานสอบสวน ซึ่งมีอำนาจควบคุมตัวอีก 48 ชั่วโมง ซึ่งขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่กำหนดให้ผู้ต้องหามีสิทธิพบศาลภายใน 48 ชั่วโมง อาจจะส่งผลทำให้เป็นช่องว่างในการเป็นละเมิดสิทธิและการถูกซ้อมทรมาน และเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ ในบางประเทศมีการให้อำนาจพิเศษในกรณีนี้เช่นกัน แต่เจ้าหน้าที่ต้องร้องขอต่อศาลก่อน อีกกรณีคือการนับระยะเวลาควบคุมตัวผู้ต้องหาในคดีอาญาของพนักงานสอบสวนใน ICCPR ให้เริ่มนับตั้งแต่การจับกุม แต่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้เริ่มนับตั้งแต่นำตัวผู้ต้องหาส่งให้พนักงานสอบสวนที่โรงพัก ซึ่งเป็นช่องว่าง อาจมีการนำตัวผู้ต้องหาไปสอบสวนที่อื่นก่อนนำส่งตัว

          ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีข้อเสนอแนะต่อภาคประชาสังคม ให้ดำเนินการจัดทำร่างกฎหมายยกเลิกความผิดทางอาญาของผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด อาจให้มีโทษปรับทางปกครอง การคุมประพฤติ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการ “ผู้เสพไม่ใช่อาชญากร” รวมทั้งให้มีการจัดอบรมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปราบการกระทำทรมานและบังคับให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ให้กับแกนนำ เจ้าหน้าที่ขององค์กรที่ทำงานกับผู้ใช้ยา เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการซ้อมทรมาน การเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ใช้ยาได้

เลื่อนขึ้นด้านบน