กสม. ศยามล ลงพื้นที่และประชุมตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสานะคามในแม่น้ำโขง จังหวัดเลย

13/10/2566 367

                เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2566 นางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนางรัตติกุล  จันทร์สุริยา ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และพนักงานเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่จังหวัดเลย กรณีการดำเนินโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสานะคามของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทย บริเวณบ้านท่าดีหมี อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ประมาณ 2 กิโลเมตร โดยประชาชนในพื้นที่มีข้อกังวลต่อผลกระทบข้ามพรมแดนจากโครงการดังกล่าว ทั้งเรื่องการกัดเซาะตลิ่ง เขตแดนและร่องน้ำธรรมชาติ การประมง การขึ้นลงของน้ำอย่างรวดเร็ว ตะกอนแม่น้ำ รวมทั้งวิถีชีวิตของประชาชนที่พึ่งพาทรัพยากรจากแม่น้ำโขงในการดำรงชีพ
 
               โดยเมื่อเวลา 10.00 น. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะ ได้ลงพื้นที่แก่งจันทร์ และบ้านคกเว้า อำเภอปากชม จังหวัดเลย เพื่อรับฟังข้อมูลการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศในแม่น้ำโขง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีแก่ง บุ่ง (วังน้ำ) ลวง (จุดดักปลา) ที่ประชาชนได้พึ่งพาในการทำประมง แต่ภายหลังจากมีการสร้างเขื่อนไซยะบุรีที่อยู่เหนือขึ้นไปประมาณ 200 กิโลเมตร พบว่า การขึ้นลงของน้ำที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาล ได้ส่งผลให้แก่ง บุ่ง ลวง ถูกน้ำท่วม ปลามีจำนวนลดลง ต้นไคร้ซึ่งเป็นระบบนิเวศแม่น้ำเริ่มตายและลดจำนวนลงอย่างมาก ส่งผลต่อรายได้จากการประมงของชาวบ้าน นอกจากนี้ชาวบ้านยังกังวลว่า หากในอนาคตจะมีการก่อสร้างเขื่อนปากชมในพื้นที่บ้านคกเว้า ผลกระทบจะมีเพิ่มมากขึ้น
 
               จากนั้นเวลา 13.30 น. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะ ลงพื้นที่บริเวณ sky walk เชียงคาน ณ บ้านท่าดีหมี ตำบลปากตม อำเภอเชียงคาน เป็นจุดที่สามารถมองเห็นบริเวณที่จะก่อสร้างเขื่อนสานะคาม ซึ่งอยู่ระยะประชิดชายแดนไทย โดยผู้ใหญ่บ้านได้แสดงข้อกังวลว่า ที่ผ่านมายังไม่ได้รับทราบรายละเอียดโครงการ และพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดสิ้นสุดเขตแดนไทย มีแม่น้ำโขงและแม่น้ำเหืองเป็นแนวเขตแดนธรรมชาติ จึงเกรงว่าโครงการจะทำให้เกิดการกัดเซาะตลิ่งอย่างรุนแรง ชาวบ้านจะต้องสูญเสียพื้นที่และกระทบต่อเกษตรริมแม่น้ำ
 
               เวลา 15.30 น. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะ ลงพื้นที่ ณ กลุ่มวิสาหกิจท่องเที่ยวเกษตรริมโขงประมงพื้นบ้านเชียงคาน เพื่อรับฟังข้อมูลเกี่ยวการทำประมงและเกษตรริมแม่น้ำโขง โดยสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจให้ข้อมูลว่า เดิมมีเรือประมงกว่า 400 ลำ แต่ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 100 ลำ เนื่องจากหลังการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี ปลามีจำนวนลดลงอย่างมาก อีกทั้งระดับน้ำไม่เป็นไปตามฤดูกาล ประมงและเกษตรริมแม่น้ำจึงได้รับผลกระทบ หากเขื่อนปล่อยน้ำมาอย่างรวดเร็วจะส่งผลให้พืชผลเสียหาย และไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยา นอกจากนี้ยังพบว่าต้นไคร้น้ำซึ่งเป็นแหล่งหลบภัยของสัตว์น้ำและเป็นพืชที่ช่วยชะลอกระแสน้ำบริเวณริมตลิ่ง ลดจำนวนลงกว่าร้อยละ 90
 
               เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2566 เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมชายโขง ที่ว่าการอำเภอเชียงคาน นางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นประธานในการประชุมรับฟังข้อเท็จจริง โดยมีนายศิริวัฒน์  พินิจพานิชย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมสนธิสัญญาทางกฎหมาย กรมแผนที่ทหาร กรมทรัพยากรน้ำ กรมโยธาธิการและผังเมือง และกรมประมง รวมทั้งส่วนราชการในท้องที่และท้องถิ่น และภาคประชาชน ร่วมให้ข้อมูล สรุปได้ว่า โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสานะคามอยู่ระหว่างกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า แต่เนื่องจาก สปป.ลาว ยังให้ข้อมูลตามที่ฝ่ายไทยร้องขอไม่ครบถ้วน ฝ่ายไทยจึงขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาออกไปจนกว่าจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนรอบด้าน อย่างไรก็ตาม จากการคาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นบนพื้นฐานข้อมูลที่มี ที่ประชุมมีข้อห่วงกังวลสอดคล้องกันว่า โครงการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายด้าน เช่น ร่องน้ำลึก การกัดเซาะ สัณฐานวิทยา อุทกวิทยา ตะกอนแม่น้ำ การประมง และระบบนิเวศของแม่น้ำโขง ซึ่งหากได้รับข้อมูลจาก สสป.ลาว อย่างครบถ้วนแล้ว สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย จะได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นและให้ข้อมูลต่อประชาชนในพื้นที่ 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขง และจะรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อห่วงกังวลจากทุกภาคส่วน กำหนดเป็นท่าทีของประเทศไทยเพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission:MRC) ต่อไป
 
               ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เห็นถึงความสำคัญของปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง ซึ่งเกี่ยวข้องกับแผนการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ตามแผนพัฒนาพลังงานของประเทศไทย (PDP) โดย กสม. อยู่ระหว่างการจัดทำแนวทางเพื่อจะทำการไต่สวนสาธารณะในเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนเพื่อจัดทำรายงานและข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลต่อไป

เลื่อนขึ้นด้านบน