กสม. สุภัทรา ประชุมรับฟังข้อเท็จจริง เรื่อง การเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวกับเสรีภาพในการประกอบอาชีพ กรณีร้องเรียนว่ากฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2566 เลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี

30/09/2569 46

            เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุม 606 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ที่ปรึกษาประจำ กสม. พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเลือกปฏิบัติของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้แก่ นางสาวจันทิมา ธนาสว่างกุล และรองศาสตราจารย์นายแพทย์ ธีระ วรธนารัตน์ และนางสาวพิมพ์ดาว จันทรขันตี ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ประชุมรับฟังข้อเท็จจริงกรณีตรวจสอบข้างต้น โดยมีผู้แทนโรงพยาบาลตำรวจ ได้แก่ พ.ต.อ. เกริกกมล แย้มประยูร นายแพทย์ (สบ 5) กลุ่มงานเวชศาสตร์ครอบครัว และ ว่าที่ พ.ต.อ. หญิง ชลิดา อุปัญญ์ กองกฎหมายและวินัย และผู้แทนจากกองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และผู้แทนคณะอนุกรรมการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ให้ข้อมูล ความคิดเห็น และข้อห่วงกังวล สรุปได้ดังนี้

            1. ประกาศกองบัญชาการศึกษา เรื่อง รับสมัครบุคคลผู้มีวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือเทียบเท่า เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการชั้นประทวน พ.ศ. 2569 (กลุ่มสายงานอำนวยการและสนับสนุน) ด้วยวิธีการสอบแข่งขัน โดยมีรายละเอียดกำหนดว่าผู้สมัครต้องไม่เป็นโรคเอดส์และ/หรือ ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคอาการของบัญชีโรค อาการ ภาวะอื่นใด หรือมีลักษณะต้องห้าม ที่ไม่ควรเป็นข้าราชการตำรวจ ตามข้อ 2 (14) แนบท้าย กฎ ก. ตร.ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2566 จึงเป็นเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลโดยปิดกั้นโอกาสบุคคลผู้ติดเชื้อเอชไอวีในการประกอบอาชีพตำรวจ

            2. การกำหนดให้โรคเอดส์และ/หรือติดเชื้อเอชไอวี เป็นหนึ่งในลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการตำรวจนั้น ควรต้องมีข้อมูลเชิงประจักษ์ทางวิชาการประกอบว่าลักษณะดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการทำงานหรือไม่อย่างไร เนื่องจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ บุคคลติดเชื้อเอชไอวีสามารถรักษาได้ แม้จะไม่หายขาด แต่หากเข้ารับการรักษา รับประทานยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง ก็จะไม่สามารถแพร่เชื้อได้ และใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยไม่กระทบต่อสมรรถภาพทางร่างกาย เช่นเดียวกับผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases – NCDs) ประกอบกับประกาศรับสมัครข้าราชการตำรวจชั้นประทวน (กลุ่มสายงานอำนวยการและสนับสนุน) ไม่มีการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย ดังนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงควรทบทวนหลักเกณฑ์การรับสมัครบุคคลภายนอกเข้าทำงานโดยควรพิจารณาความรู้ความสามารถ และสมรรถภาพของร่างกาย โดยไม่ควรนำโรคติดเชื้อเอชไอวีซึ่งเป็นหนึ่งในโรคอาการของบัญชีโรค แนบท้าย กฎ ก. ตร. ข้างต้นมาเป็นเหตุเพื่อปิดกั้นโอกาสบุคคลภายนอกที่จะสอบแข่งขันเข้ารับราชการตำรวจ ในปัจจุบันนี้ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนยกเลิกการตรวจเอชไอวีขณะรับสมัครบุคคลเข้าทำงาน อีกทั้งการรับสมัครบุคคลพลเรือนเข้ารับราชการในสังกัดกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ โรคติดเชื้อเอชไอวีก็ไม่ได้อยู่ในบัญชีชื่อโรคของหน่วยงานดังกล่าวแล้ว

            3. การดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม. ที่ 243/2567 ลงวันที่ 3 กันยายน 2567 เรื่อง ข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่ง เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน กรณีกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2566 ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้พิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม. ตามที่ได้รับแจ้งจากคณะรัฐมนตรี โดยส่งรายงานผลการดำเนินการในเบื้องต้นแล้วและอยู่ระหว่างการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี

            4. ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติรับทราบประเด็นการตรวจสอบกรณีข้างต้น โดยจะประสานกับหน่วยงานภายในสำนักงานตำรวจที่เกี่ยวข้องเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงกับ กสม. ได้แก่ คณะกรรมการแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ กองการสอบของกองบัญชาการศึกษา ทั้งนี้ ในส่วนของโรงพยาบาลตำรวจอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อเท็จจริงในประเด็นที่ กสม. ได้มีหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะชี้แจงให้ทราบต่อไป

            ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นควรเข้าพบและหารือกับคณะกรรมการแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่ติดเชื้อเอชไอวีในการเข้าถึงโอกาสในการประกอบอาชีพรับราชการตำรวจต่อไป

เลื่อนขึ้นด้านบน