กสม. ร่วมเวทีสาธารณะเพื่อสร้างความตระหนักรู้ผลกระทบของการดูแลเด็กในสถานสงเคราะห์และสถานรองรับเด็กทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

04/09/2569 67

            เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. นายวสันต์  ภัยหลีกลี้ และนางสาวปิติกาญจน์  สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนางสรวงมณฑ์  สิทธิสมาน ที่ปรึกษาประจำ กสม. นายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการ กสม. นางสาวพิมพ์ดาว จันทรขันตี ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ร่วมเวทีสาธารณะเพื่อสร้างความตระหนักรู้ผลกระทบของการดูแลเด็กในสถานสงเคราะห์และสถานรองรับเด็กทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (กระทรวง พม.) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ประเทศไทย และเครือข่ายการเลี้ยงดูทดแทนประเทศไทย (Alternative Care Thailand: ACT) เพื่อประกอบการติดตามและขับเคลื่อนผลดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเสมอมา

            โดยนายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการ กสม. ได้กล่าวต้อนรับและสรุปผลการติดตามและขับเคลื่อนการดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม. ในประเด็นการดูแลเด็กที่เติบโตในสถานสงเคราะห์และสถานรองรับเด็กทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และนางอภิญญา ชมภูมาศ อธิบดี กรมกิจการเด็กและเยาวชน ได้กล่าวรายงานสรุปภาพรวมของการขับเคลื่อนผลดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม. ผ่านกลไกคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ ซึ่งได้มีมติครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 เห็นชอบแนวทางการดำเนินงานสถานรองรับเด็กเอกชนทั่วประเทศ และดำเนินการใน 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ตาก และกาญจนบุรี เพื่อให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปลอดภัย และได้รับการเลี้ยงดูในครอบครัวหรือใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อมแบบครอบครัว ผ่านการดำเนินงาน 7 กิจกรรม ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอแนะข้างต้นของ กสม.

            จากนั้น นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ให้เกียรติปาฐกถา ในหัวข้อ “ทิศทางนโยบายและการขับเคลื่อนการทำงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์” และ Mr. Ken Legins ผู้อำนวยการ UNICEF ประเทศไทย ให้เกียรติบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “แนวปฏิบัติด้านการเลี้ยงดูทดแทนสำหรับเด็กแห่งสหประชาชาติ และบทบาทองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย (UN Guidelines for the Alternative Care of Children and Role of UNICEF Thailand)” ทั้งนี้ นายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะที่กำกับดูแลงานด้านสิทธิเด็กได้กล่าวถึง “บทบาทหน้าที่ของ กสม. ในการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเด็ก และการประสานการบูรณาการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง” อันเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนและผลักดันข้อเสนอแนะข้างต้นของ กสม. ให้บรรลุผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

            การจัดเวทีสาธารณะในครั้งนี้มี ดร. อเนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. นายกิตติ อินทรกุล รองปลัดกระทรวง พม. ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิเด็กของ กสม. ผู้แทนจากกระทรวง พม. โดยเฉพาะสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประจำจังหวัด บ้านพักเด็กและครอบครัวประจำจังหวัด สถานสงเคราะห์ สถานแรกรับ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ สถานพัฒนาและฟื้นฟูที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวง พม. เครือข่ายการเลี้ยงดูทดแทนประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา บุคคล องค์กร และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องด้านสิทธิเด็ก รวมทั้งผู้แทนจากสถานสงเคราะห์หรือสถานรองรับเด็กและประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมเวทีสาธารณะ ณ ห้อง Ballroom 1 และ 4 โรงแรม Rembrandt Bangkok และรับชมออนไลน์ผ่าน live Facebook สำนักงาน กสม. โดยแบ่งเป็น 3 ช่วง ดังนี้

            ช่วงที่ 1 วงเสวนา “ผลกระทบของการเลี้ยงดูเด็กในสถานสงเคราะห์” โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สมบัติ ตาปัญญา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิเด็กของ กสม. และประธานมูลนิธิศานติวัฒนธรรม รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงวนิดา เปาอินทร์ หัวหน้าโครงการพัฒนาระบบการให้คำปรึกษาและกลไกพัฒนาศักยภาพผู้ปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองเด็กของกระทรวงสาธารณสุขและเครือข่าย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนางสาวอภิสรา แซ่ลี นักศึกษาปริญญาเอกคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้มีประสบการณ์เติบโตในสถานสงเคราะห์ ดำเนินรายการโดย อาจารย์ ดร. กัณฐมณี ลดาพงษ์พัฒนา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิเด็กของ กสม. และหัวหน้าภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองประสบการณ์การชีวิตและการทำงาน เพื่อมุ่งสร้างการรับรู้และความตระหนักถึงสภาพปัญหาที่พบจากการเลี้ยงดูทดแทนในรูปแบบสถาบัน (institutional care) อาทิ การเลี้ยงดูอย่างไม่เหมาะสม การใช้ความรุนแรงทั้งทางร่างกาย วาจาและจิตใจ การละเลยทอดทิ้ง การแสวงประโยชน์จากเด็กในรูปแบบต่าง ๆ กรอบคิดหรือทัศนคติของผู้ที่บริหารหรือทำงานในสถานสงเคราะห์และสถานรองรับเด็ก ที่เน้น “การสงเคราะห์” ในลักษณะของการทำบุญทำทาน ซึ่งส่งผลต่อการวางโครงสร้างและการบริหารงานขององค์กร การขาดความรู้ความเข้าใจถึงจิตวิทยาพัฒนาการเด็กและพฤติกรรมเด็กที่ผ่านประสบการณ์เลวร้าย (trauma-informed care) ของเจ้าหน้าที่และบุคลากรผู้ดูแลเด็ก ปัญหาภาวะความผูกพันไม่มั่นคงหรือภาวะพร่องรัก (attachment disorder) ที่ทำให้เด็กขาดทักษะในการพัฒนาความสัมพันธ์ที่มั่นคงและต่อเนื่องกับบุคคลอื่น การสูญเสียอัตลักษณ์และความสัมพันธ์กับครอบครัวหรือชุมชน รวมถึงผลกระทบระยะยาวต่อเด็ก โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพจิต ทั้งยังได้เสนอแนะให้มีการอบรมให้ความรู้แก่ผู้บริหารและบุคลากรในสถานสงเคราะห์ การติดตามตรวจสอบ ประเมินอย่างสม่ำเสมอ และการเปลี่ยนรูปแบบจากการดูแลเด็กในสถานสงเคราะห์ไปสู่ระบบครอบครัวทดแทน

            ช่วงที่ 2 “การถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานร่วมกัน” ผ่านตัวอย่างการทำงานของ 1) “คณะทำงานคุ้มครองเด็กอำเภอสังขละบุรี: บทบาทของคณะทำงานคุ้มครองเด็กระดับอำเภอในการจัดให้มีกลไกคัดกรองเด็ก (gatekeeping) และการทำงานร่วมกับสหวิชาชีพ เพื่อลดการนำเด็กเข้าสู่สถานสงเคราะห์” โดยนายสุริยศักดิ์ เหมือนอ่วม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิเด็กของ กสม. และนายอำเภอสังขละบุรี นายกิตติ เหลาคำ และนางกนกพิชญ์ สังขเฉลา ผู้แทนคณะทำงานคุ้มครองเด็กอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และนายวิวัฒน์ ธนาปัญญาวรคุณ ผู้อำนวยการมูลนิธิวันสกาย และ 2) “สถานสงเคราะห์เด็กบ้านแคนทอง บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น และสหทัยมูลนิธิ ต้นแบบของการทำงานร่วมกับครอบครัวและชุมชน เพื่อลดระยะเวลาการอยู่ในสถานสงเคราะห์ เสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว และสนับสนุนครอบครัวอุปถัมภ์ (foster care)/ครอบครัวเครือญาติอุปถัมภ์ (kinship care)” โดยนางสาวเยาวพา ล้อมณรงค์ ผู้ปกครองสถานสงเคราะห์เด็กบ้านแคนทองจังหวัดขอนแก่น นางมยุรี อึ้งตระกูล หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น และนางสาวกอบกาญจน์ ตระกูลวารี ผู้อำนวยการบริหารสหทัยมูลนิธิ เพื่อร่วมกันถ่ายทอดและสะท้อนประสบการณ์การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในการเปลี่ยนผ่านการนำเด็กเข้าสู่สถานสงเคราะห์ไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว (family strengthening) และชุมชน รวมทั้งการจัดบริการเลี้ยงดูทดแทนที่หลากหลาย

            ช่วงที่ 3 “ต้นแบบสถานสงเคราะห์เด็กเอกชน” โดยมีนางสาววริศา ธีระสุต ผู้แทนมูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นายชัชวาลย์ วาปีเตา ผู้ปกครองสวัสดิภาพคามิลเลียน โซเชียล เซนเตอร์ เชียงราย จังหวัดเชียงราย ศาสนาจารย์ ดร.มานะ รุจิระยรรยง ผู้อำนวยการมูลนิธิครอบครัวเฟลิกซ์ และนายปุลา นิรันดร์พร ผู้ประสานงานมูลนิธิครอบครัวเฟลิกซ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานและแนวคิดในการดูแลเด็ก ร่วมอภิปรายโดยนางจิราพร เชาวน์ประยูร ยามาโมโต้ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิเด็กของ กสม. และอดีตพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ และรองศาสตราจารย์ ดร. ชานนท์ โกมลมาลย์ รองคณบดีฝ่ายฝึกภาคปฏิบัติและประกันคุณภาพ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย นางสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ที่ปรึกษาประจำ กสม. เพื่อมุ่งหารือแนวทางการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินการของสถานสงเคราะห์เด็กเอกชนในการลดการนำเด็กเข้าสู่สถานสงเคราะห์ โดยคำนึงถึงความจำเป็นและความเหมาะสม และจัดบริการเลี้ยงดูทดแทนที่ใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อมแบบครอบครัว ตลอดจนสนับสนุนความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชนให้สามารถดูแลเด็กได้ ทั้งยังได้เปิดเวทีถาม-ตอบ พร้อมหารือทิศทางการทำงานและสร้างความรับรู้ร่วมกันในสังคมในระยะต่อไป

            จากนั้น นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามผลดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ กสม. ได้กล่าว “ชื่นชมพร้อมแนะนำแนวทางการติดตามผลดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม. ต้นแบบสถานสงเคราะห์เด็กเอกชน” โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญการติดตามและขับเคลื่อนผลดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม. โดยเฉพาะการประสานการทำงานร่วมกัน ทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ ความสำเร็จในการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม

            ทั้งนี้ การจัดเวทีสาธารณะในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารสาธารณะไปยังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเด็ก มุ่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการดูแลเด็กภายใต้การเลี้ยงดูทดแทนในรูปแบบสถาบัน (Institutional Care) โดยเฉพาะสถานสงเคราะห์ ซึ่งสำนักงาน กสม. จะติดตามและขับเคลื่อนผลการดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม. อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งรวบรวบข้อมูล ความเห็น และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากเวทีสาธารณะครั้งนี้ไปประกอบการดำเนินการดังกล่าว เพื่อให้เด็กทุกคนได้เติบโตในสภาพแวดล้อมแบบครอบครัวที่ปลอดภัยและเอาใจใส่ ไม่ถูกแยกจากครอบครัวโดยไม่จำเป็น และได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและมีคุณภาพ รวมทั้งสนับสนุนการเลี้ยงดูทดแทนในรูปแบบถาวรหรือใกล้เคียงสภาพแวดล้อมแบบครอบครัวมากที่สุด โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ ตลอดจนประกันว่าเด็กจะได้รับการปกป้องคุ้มครอง ปราศจากความรุนแรง การถูกละเลยทอดทิ้ง และการแสวงประโยชน์จากเด็กในทุกรูปแบบ

เลื่อนขึ้นด้านบน