กสม. ร่วมมูลนิธิผสานวัฒนธรรม - แอมเนสตี้ฯ จัดเทศกาลภาพยนตร์ “Keep Truth Alive” เนื่องในวันผู้สูญหายสากล 2569 ร่วมรักษาความทรงจำ ทวงคืนความยุติธรรม และยุติวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด

31/08/2569 110

            เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมกิจกรรมเทศกาลภาพยนตร์ “Keep Truth Alive: เรื่องเล่าของผู้สูญหายและความจริงที่ไม่ควรตายจากความทรงจำ” เนื่องในวันผู้สูญหายสากล ประจำปี 2569 (International Day of the Victims of Enforced Disappearances) จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (OHCHR) เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการกระทำให้บุคคลสูญหายผ่านสื่อภาพยนตร์สารคดีและเวทีอภิปรายสิทธิมนุษยชน ณ โรงภาพยนตร์ ลิโด้ คอนเน็คท์ ห้อง Lido 1 สยามสแควร์ กรุงเทพมหานคร

            กิจกรรมเริ่มต้นขึ้นด้วยการกล่าวเปิดงานโดย นายก่อการ บุปผาวัฎฎ์ บุตรชายของนายชัชชาญ บุปผาวัลย์ (สหายภูชนะ) หนึ่งในเหยื่อผู้สูญหายที่ถูกพบเป็นศพในแม่น้ำโขงเมื่อปลายปี 2561 นายก่อการได้สะท้อนว่า แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะมีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 แล้วก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติจริง ครอบครัวยังคงเผชิญอุปสรรคอย่างยิ่งในการเข้าถึงความจริง เนื่องจากเมื่อไปทวงถามความคืบหน้าจากหน่วยงานรัฐ มักได้รับคำตอบปฏิเสธว่า “ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำ” ซึ่งกลายเป็นการตอกย้ำความทุกข์ทรมานและทิ้งภาระการพิสูจน์ไว้บนบ่าของญาติผู้เสียหายเพียงลำพัง

            ต่อมาคณะผู้จัดงานได้เผยแพร่วิดีโอปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Memorialization” (การรำลึกคือการต่อต้านการถูกลืม) โดยนางกาเบรียลา ซิตโรนี (Gabriella Citroni) ประธานคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือไม่สมัครใจ (WGEID) ซึ่งได้ส่งสารสำคัญและแสดงความยืนหยัดเคียงข้างครอบครัวเหยื่อสูญหายทั่วประเทศไทย เอเชีย และทั่วโลก โดยระบุว่า การบังคับสูญหายถือเป็นอาชญากรรมที่ต่อเนื่องที่ยังคงดำเนินอยู่ตลอดเวลาและไม่มีวันสิ้นสุดตราบใดที่ชะตากรรมและแห่งหนของเหยื่อยังคงถูกปิดบัง ซึ่งสร้างบาดแผลและความทรมานอย่างแสนสาหัสให้แก่ครอบครัวที่ต้องเผชิญความคลุมเครือระหว่างความหวังและความสิ้นหวัง แม้คณะทำงาน UN จะชื่นชมความก้าวหน้าเชิงโครงสร้างของประเทศไทยในการประกาศใช้ พ.ร.บ. ป้องกันอุ้มหายฯ และให้สัตยาบันอนุสัญญาสากล (ICPPED) แต่รัฐบาลไทยต้องแปรพันธสัญญาทางกฎหมายเหล่านี้ไปสู่ภาคปฏิบัติจริงผ่านกระบวนการสืบสวนที่รวดเร็ว ละเอียดถี่ถ้วน และเป็นกลาง โดยได้ยกคดีประวัติศาสตร์ของทนายสมชาย นีละไพจิตร เป็นสัญลักษณ์เร่งด่วนในการต่อสู้กับวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด พร้อมทั้งยืนยันว่า สิทธิในการได้รับรู้สัจจะความจริง ความยุติธรรม และการได้รับการเยียวยาชดเชยของครอบครัวเหยื่อถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ไม่มีวันลดทอนหรือเสื่อมถอยลงไปตามกาลเวลา และปิดท้ายด้วยการย้ำเตือนสังคมว่าการรำลึกคือการแสดงออกถึงศักดิ์ศรี เป็นการต่อต้านการถูกลืม และเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งยวดในการทวงคืนความยุติธรรมและการเยียวยา

            เทศกาลฉายภาพยนตร์สารคดีทวงคืนความจริง

            ภายในงานมีการฉายภาพยนตร์สารคดีที่ถ่ายทอดชะตากรรมและการต่อสู้ของครอบครัวผู้สูญหาย 3 เรื่อง ได้แก่

            (1) เรื่อง เลือน...แต่ไม่ลืม (Lost, and Life Goes On) กำกับโดย อาจารย์สุเมธ สุวรรณเนตร ถ่ายทอดความทรงจำและการรอคอยความยุติธรรมอันยาวนานของครอบครัวผู้สูญหายจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี พ.ศ. 2535

            (2) เรื่อง Silence in the Hills กำกับโดย คุณยศธร ไตรยศ บันทึกเรื่องราวการกระทำให้บุคคลสูญหายที่เกิดขึ้นกับกลุ่มชาติพันธุ์ชาวลาหู่ในภาคเหนือ จากผลกระทบของการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ ความพยายามตามหาความยุติธรรมและการรอคอยคำตอบของชุมชน

            (3) เรื่องหรรษาอาลัย (A Laughing Lament) กำกับโดย คุณบุรภัทร จันทร์ประทัด สำนักข่าวประชาไท ภาพยนตร์รำลึกครบรอบ 6 ปีการเสียชีวิตของ "สหายภูชนะ" จากการลี้ภัยการเมืองหลังรัฐประหารปี พ.ศ. 2557 ผู้จบชีวิต ณ แม่น้ำโขง สะท้อนถึงการรำลึกถึงผู้ที่จากไป การต่อสู้ ความเจ็บปวด และการเยียวยาจิตใจของของผู้สูญเสีย

            เวทีเสวนาความทรงจำของสังคมสู่ความยุติธรรมแก่ครอบครัวผู้สูญหาย”

            ช่วงท้ายของงานมีการเสวนาหัวข้อ “Keep Truth Alive: จากความทรงจำของสังคมสู่ความยุติธรรมแก่ครอบครัวผู้สูญหาย” โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย (1) นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ (มีนอ) ภรรยาของบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ (ผู้สูญหาย) ร่วมถ่ายทอดผลกระทบทางจิตใจ อคติจากสังคม และอุปสรรคในการพิสูจน์สิทธิ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ (2) นางสาวมูอาวียะห์ เซะ บุตรสาวของนายอิบรอฮีม เซะ (ผู้สูญหาย) จากจังหวัดนราธิวาส ซึ่งยืนหยัดจะสู้ต่อเพื่อทวงถามชะตากรรมบิดาที่ถูกบังคับสูญหายในชายแดนใต้กว่า 20 ปี (3) นายสีละ จะแฮ นายกสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ชี้ถึงความเจ็บปวดเชิงประเพณีของชาวลาหู่ที่ไม่สามารถจัดพิธีส่งลาดวงวิญญาณได้หากไร้ร่าง (4) นายยศธร ไตรยศ ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดี Silence in the Hills 

            (5) นางสาวณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้เสนอแนวทางการใช้ศิลปะภาพยนตร์สารคดีและการพูดสะท้อนสัจจะผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างพื้นที่จดจำและต้านกระบวนการทำให้ลืมโดยรัฐ (6) นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เปิดเผยบทบาทเชิงรุกในการสืบสวน 4 คดีหลัก โดยเฉพาะกรณีของนางอโนชา ปันจ้อย หญิงไทยที่คาดว่าถูกลักพาตัวไปเกาหลีเหนือนานกว่า 48 ปี พร้อมนำโมเดลการทำงานอย่างจริงจังของรัฐบาลญี่ปุ่นในการป้องกันการทรมาน และ (7) นายนฤนาท คุ้มไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 2 สำนักงาน กสม. ได้เน้นย้ำความเร่งด่วนในการยกระดับโครงสร้างกฎหมาย พร้อมเสนอให้ทุกภาคส่วนแปรเปลี่ยนมุมมองว่าการอุ้มหายไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่คือประเด็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานใกล้ตัวที่สังคมต้องร่วมมือกันเพื่อยุติบาดแผลไม่ให้ตกทอดเป็นภาระแก่คนรุ่นหลังอย่างถาวร

            ในงานดังกล่าวยังมีการจัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน และกิจกรรมการมีส่วนร่วม “เรายังรอผู้สูญหายกลับบ้าน” โดยให้ผู้เข้าร่วมงานเขียนชื่อผู้สูญหายในกระดาษเพื่อเป็นการรำลึกถึงบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหาย และสร้างความตระหนักถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการถูกบังคับให้สูญหายที่เกิดขึ้นในสังคมด้วย

เลื่อนขึ้นด้านบน